
‘ดีเซลขึ้นเกิน 4 บาท’ วิกฤตซ้ำรอยพลังงานปี 65–66 ส.อ.ท.ชี้สินค้าอาจแพงขึ้น 8%
ส.อ.ท.วิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ชี้ ‘ดีเซลขึ้นเกิน 4 บาท’ วิกฤตซ้ำรอยพลังงานปี 65–66 สินค้าอาจแพงขึ้น 8%
KEY
POINTS
- ส.อ.ท. เตือนว่าหากราคาดีเซลปรับขึ้นเกิน 4 บาทต่อลิตร อาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงซ้ำรอยวิกฤตพลังงานช่วงปี 2565-2566
- การปรับขึ้นดังกล่าวจะส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งและภาคการผลิตสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาสินค้าโดยรวมแพงขึ้นราว 6-8%
- ปัจจัยหลักมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งกระทบโดยตรงต่อไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยเฉพาะกรณีความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นและนำไปสู่การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ควบคู่กับการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในประเทศอ่าวเปอร์เซีย ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก ทำให้ราคาน้ำมันผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 100 – 120 เหรียญต่อบาร์เรล
ซึ่งประเทศไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่า 50% ของการนำเข้าทั้งหมด จึงมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานในภูมิภาคดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ และมีความเสี่ยงที่ต้นทุนพลังงานจะส่งผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง
การปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากประเทศไทยมีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรวมประมาณ 150–160 ล้านลิตรต่อวัน
โดยมีสัดส่วนการใช้น้ำมันดีเซล สูงที่สุดประมาณ 65–68 ล้านลิตรต่อวัน หรือคิดเป็นราว 40–45% ของการใช้น้ำมันทั้งหมด ซึ่งสะท้อนว่าภาคการขนส่ง โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมการผลิตมีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันดีเซลเป็นอย่างมากดังนั้น การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลในแต่ละระดับย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคธุรกิจในลักษณะที่แตกต่างกัน
ทั้งในด้านต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และกำลังซื้อของผู้บริโภค โดย ส.อ.ท. ได้มีการประเมินฉากทัศน์จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 3 กรณี ประกอบด้วย
- หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 1–2 บาทต่อลิตร จะถือเป็นการปรับขึ้นในระดับต่ำ โดยผลกระทบจะอยู่ในวงจำกัด ต้นทุนด้านการขนส่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 3–5% ส่งผลให้ราคาสินค้าโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อก็คาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำ ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการ SMEs อาจเริ่มเผชิญแรงกดดันด้านกำไรมากขึ้น
- หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 2–4 บาทต่อลิตร ผลกระทบจะขยายตัวในวงกว้างมากขึ้น โดยคาดว่าต้นทุนด้านการขนส่งจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 5–12% ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและบริการในหลายภาคส่วนปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) อาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับ 4 บาทต่อหน่วย จากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นราว 3–5% และเริ่มเห็นแรงกดดันเงินเฟ้อในระดับ 0.5–1.0% ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs จะเริ่มประสบปัญหาสภาพคล่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม เซรามิกปูนซีเมนต์ เยื่อกระดาษ และเคมี จะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 35–50% ของต้นทุนการผลิต โดยภาพรวมถือเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุน (Costpush inflation)
- หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 บาทต่อลิตร จะถือเป็นระดับที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงในลักษณะใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2565–2566 ซึ่งราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงถึง 120–140 เหรียญต่อบาร์เรล โดยในช่วงดังกล่าวรัฐบาลได้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ลิตรละ 34.94 บาท ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบสูงสุดถึง 132,671 ล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 2565 อย่างไรก็ตามระดับราคาน้ำมันดังกล่าวยังคงส่งผลทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 15–20% ขณะที่ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ปรับสูงขึ้นถึง5.16 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ภาพรวมราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นราว 6–8% และทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 6% ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบในวงกว้างต่อค่าครองชีพและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ
นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ท้ายที่สุดภายใต้วิกฤตพลังงานที่มีแนวโน้มยืดเยื้อนี้ ภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเชิงโครงสร้าง โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลงทุนในพลังงานสะอาด ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการวิเคราะห์ วางแผน และบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการอนุรักษ์พลังงานในองค์กรอย่างเป็นระบบ
โดยตั้งเป้าหมายลดการใช้พลังงานลงอย่างน้อย 20% ของการใช้พลังงานในปัจจุบัน พร้อมทั้งยกระดับกระบวนการผลิตสู่มูลค่าเพิ่มสูง และเสริมความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุน SMEs ให้เข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงาน และเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจต่อไป






