
หลบภัย วิกฤตพลังงานโลก ผู้เชี่ยวชาญชี้ทางรอดไทย เกษตรเลิกดีเซล หันใช้โซลาร์–EV
ผู้เชี่ยวชาญพลังงานเตือน ไทยต้องเร่งปรับตัวรับมือความเสี่ยงน้ำมันโลกผันผวน แนะเกษตรกรลดพึ่งพาเครื่องปั่นไฟดีเซล หันใช้โซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ หลังต้นทุนไฟฟ้าจากดีเซลสูงถึง 9–10 บาทต่อหน่วย ขณะที่โซลาร์ต่ำกว่า 2 บาท พร้อมชี้ภาคขนส่งควรเร่งเปลี่ยนผ่านสู่รถ EV เพื่อพลิกวิกฤตพลังงานให้เป็นโอกาสของประเทศ
KEY
POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญเตือนถึงวิกฤตพลังงานโลกที่อาจเกิดจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในตะวันออกกลาง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันทั่วโลก
- ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันดีเซลอย่างรุนแรง เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นหลัก
- ทางรอดสำหรับไทยคือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยเสนอให้ภาคเกษตรเลิกใช้เครื่องยนต์ดีเซลและหันมาใช้โซลาร์เซลล์ ส่วนภาคขนส่งให้เปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
โลกพลังงานกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ หลังเกิดกระแสข่าวการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณ Kharg Island ของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางส่งออกน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานทั่วโลกเริ่มออกมาเตือนถึงความเสี่ยงต่อระบบการผลิตและการขนส่งน้ำมันที่อาจสะดุดเป็นลูกโซ่ หากโครงสร้างพื้นฐานสำคัญได้รับความเสียหาย อาจทำให้ตลาดพลังงานโลกเผชิญภาวะขาดแคลนครั้งใหญ่ และส่งแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างมาก
นายภาณุรัช ดำรงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและนักขุดเจาะน้ำมันระดับโลก ผู้มีประสบการณ์เคยร่วมงานกับบริษัทพลังงานชั้นนำ เช่น ยูโนแคล (Unocal) และเชฟรอน (Chevron) อีกทั้งมีประสบการณ์การทำงานในภูมิภาคที่มีการขุดเจาะสำคัญรวมถึงตะวันออกกลาง แองโกลา สหรัฐอเมริกา และพลังงานความร้อนใต้พิภพในฟิลิปปินส์ ,อินโดนีเซีย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” จากข่าวอเมริกาประกาศโจมตีเพื่อยึดเกาะ ซึ่งเป็น 1 ใน 6 จุดยุทธศาสตร์ที่หากล่มสลาย โลกจะขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงและตอนนี้มันเกิดขึ้นจริงแล้ว
สำหรับ 6 จุดยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามันสำคัญมาก ตอนนี้คนส่วนใหญ่เข้าใจแค่ว่าถ้าช่องแคบฮอร์มุซปิดโลกก็จบ แต่สิ่งที่ผมตั้งคำถามคือ หาก 6 จุดยุทธศาสตร์นี้ถูกทำลาย เรือจะไปรับน้ำมันที่ไหน ปกติแล้วน้ำมันและแก๊สธรรมชาติรวมกันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องออกจากช่องแคบนี้ ซึ่งจุดแรกที่สำคัญคือ เกาะคาร์ค (Kharg Island) ของอิหร่านที่ส่งออกน้ำมันประมาณ 3-4 ล้านบาร์เรลให้จีน
โดยสหรัฐอเมริกาขู่จะไปยิง จุดที่สองคือ ราสทานูรา (Ras Tanura) ท่าเรือของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมแยกน้ำมันออกจากหลุมที่ส่งมาจากเมืองอับกอิก (Abqaiq) จุดนี้รับน้ำมันถึง 10 ล้านบาร์เรล ส่วนจุดที่สามคือ กาตาร์ปิโตรเลียม ซึ่งส่งออกแก๊สธรรมชาติเหลว (LNG) นอกจากนี้ยังมีคูเวตและ UAE อีกด้วย
ปัจจุบันโลกใช้น้ำมันวันละ 100 ล้านบาร์เรล แต่ 60 ล้านบาร์เรลแต่ละประเทศผลิตใช้เอง ตลาดที่ต้องแย่งกันจริงๆ มีแค่ 20 ล้านบาร์เรลซึ่งมาจากช่องแคบนี้ หากอิหร่านปิดไม่ให้เรือไปรับน้ำมันจากซาอุฯ คูเวต กาตาร์ และ UAE น้ำมันจะหายไปจากโลกทันที 15 ล้านบาร์เรล
“ที่น่ากลัวคือถ้ามีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ แม้อเมริกาจะยึดประเทศเขาได้ก็เอาน้ำมันออกมาขายไม่ได้ เพราะต้องใช้เวลาซ่อมแซม 3-5 ปี ผมกังวลที่สุดคือถ้าอิหร่านโมโหแล้วยิงราสทานูรา หรือกาตาร์ปิโตรเลียมทิ้ง เราจะไม่มีน้ำมันใช้กันไปอีก 3 ปีเลย”
“น้ำมันดิบ” มีลักษณะหนืดเหมือน "นมข้นหวาน" ตอนที่มันไหลมันก็ทำงานได้ปกติ แต่ถ้าเรือมารับไม่ได้จนน้ำมันล้นถัง เราต้องไล่ปิดตั้งแต่ท่อส่งไปจนถึงหัวหลุมผลิตที่มีเป็นหมื่นหลุม หากน้ำมันหยุดนิ่งอยู่ในท่อนานๆ มันจะเหมือนนมข้นหวานในตู้เย็นที่ตักไม่ออก กว่าจะล้างท่อและเปิดหลุมใหม่ได้ ต้องใช้เวลาเป็นเดือน เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนรถติดที่สี่แยกอโศกแล้วเกิดระเบิด รถข้างหลังก็ยังวิ่งเข้ามาสะสมกันเรื่อยๆ โดยไม่มีการสื่อสารบอกต่อกัน น้ำมันในชั้นหินใต้ดินก็เช่นกัน มันไม่มีการสื่อสาร พอปิดไปแล้วการจะกลับมาเปิดใหม่ต้องไล่เปิดทีละหลุม ซึ่งกินเวลามหาศาล
ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับภาวะ "น้ำมันดีเซลขาดแคลน" ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพราะน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นเกรดที่นำมากลั่นดีเซลได้ดี ส่วนเบนซินยังพอหาได้จากที่อื่น รัฐบาลเองก็พูดไม่ได้เต็มปากเพราะกลัวคนแตกตื่น (Panic) แต่ความจริงคือเราพึ่งพาดีเซลมากเกินไปจากการที่ภาครัฐไปบิดเบือนกลไกทำให้ราคาถูก
“ทางออกคือเราต้องเปลี่ยนพฤติกรรม เกษตรกรควรเลิกใช้เครื่องปั่นไฟดีเซล แล้วหันมาติด โซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ เพราะต้นทุนไฟฟ้าจากดีเซลสูงถึง 9-10 บาทต่อหน่วย ในขณะที่โซลาร์และแบตเตอรี่คิดออกมาไม่ถึง 2 บาท ส่วนภาคขนส่งใครมีกำลังก็ควรไปใช้รถ EV นี่คือบทเรียนของประเทศไทยที่ต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน” นายภาณุรัช กล่าว











