ดาวโจนส์ปิดบวก 292.81 จุด หลังหุ้นกลุ่มธนาคารพุ่งหนุนตลาด

16 ม.ค. 2569 | 00:51 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ม.ค. 2569 | 00:51 น.

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 292.81 จุด หลังหุ้นกลุ่มธนาคารพุ่งหนุนตลาด และหุ้นชิปเพิ่มขึ้นรับผลประกอบการ TSMC

KEY

POINTS

  • ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดปรับตัวขึ้น 292.81 จุด โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการพุ่งขึ้นของหุ้นในกลุ่มธนาคาร
  • โกลด์แมน แซคส์ และมอร์แกน สแตนลีย์ รายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดที่แข็งแกร่งและสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
  • หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปปรับตัวขึ้นเช่นกัน หลังจากบริษัท TSMC ของไต้หวันเปิดเผยผลประกอบการที่ดีเกินคาด

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพฤหัสบดี (15 ม.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังจากโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) 

และมอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) เปิดเผยผลประกอบการที่แข็งแกร่งเกินคาด ขณะที่หุ้นกลุ่มบริษัทผลิตชิปพุ่งขึ้น 

หลังจากบริษัท ไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเจอริง โค (TSMC) ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลกสัญชาติไต้หวัน เปิดเผยผลประกอบการที่ดีเกินคาด

  • ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 49,442.44 จุด เพิ่มขึ้น 292.81 จุด หรือ +0.60%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,944.47 จุด เพิ่มขึ้น 17.87 จุด หรือ +0.26% และ
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,530.02 จุด เพิ่มขึ้น 58.27 จุด หรือ +0.25%

ธนาคาร Goldman Sachs เปิดเผยกำไรต่อหุ้นในไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 14.01 ดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 11.67 ดอลลาร์ และรายได้อยู่ที่ 1.345 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.379 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยได้แรงหนุนจากการซื้อขายหลักทรัพย์และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง

ธนาคาร Morgan Stanley เปิดเผยกำไรต่อหุ้นในไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 2.68 ดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 2.44 ดอลลาร์/หุ้น และรายได้อยู่ที่ 1.789 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.777 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยได้แรงหนุนจากรายได้ของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเช่นกัน

ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของธนาคารรายใหญ่ทั้งสองแห่งช่วยหนุนหุ้นกลุ่มธนาคารฟื้นตัว หลังจากที่หุ้นกลุ่มดังกล่าวร่วงลงอย่างหนักก่อนหน้านี้ อันเนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มผลกำไรของภาคธนาคาร หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เสนอให้กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ที่ระดับ 10% เป็นเวลา 1 ปี

หุ้น Goldman Sachs พุ่งขึ้น 4.6% ซึ่งมีส่วนช่วยหนุนดัชนีดาวโจนส์มากที่สุด ขณะที่หุ้น Morgan Stanley พุ่งขึ้น 5.8% หุ้น Citigroup พุ่งขึ้น 4.5%

หุ้น BlackRock ซึ่งเป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในโลก พุ่งขึ้น 5.9% เนื่องจากภาวะตลาดที่คึกคักช่วยหนุนรายได้จากค่าธรรมเนียม และส่งผลให้สินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัทพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14.04 ล้านล้านดอลลาร์ในไตรมาส 4

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นเช่นกัน หลังจาก TSMC ผู้ผลิตชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นสูงรายใหญ่ของโลก เปิดเผยกำไรสุทธิพุ่งขึ้น 35% ในไตรมาส 4/2568 ซึ่งเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 8 พร้อมกับคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตรายปีที่แข็งแกร่ง โดย TSMC เป็นผู้ผลิตชิปประมวลผล AI ขั้นสูงให้กับลูกค้ารายใหญ่อย่างบริษัทอินวิเดีย (Nvidia) และเอเอ็มดี (AMD)

ส่วนดัชนี S&P500 หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 1.04% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมดีดตัวขึ้น 0.93% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลง 0.9% และหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ลดลง 0.58%

ด้านข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงาน กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 9,000 ราย สู่ระดับ 198,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 215,000 ราย

ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ +7.7 ในเดือนม.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ +0.80 จากระดับ -3.7 ในเดือนธ.ค. โดยดัชนีอยู่ในระดับสูงกว่า 0 ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคการผลิตในนิวยอร์ก