KEY
POINTS
ดัชนีดาวโจนส์และดัชนี S&P500 ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันจันทร์ (12 ม.ค.)
โดยตลาดได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นบริษัท Walmart
ขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่มองข้ามความวิตกกังวลเกี่ยวกับข่าวกระทรวงยุติธรรมเปิดการสอบสวนทางอาญาต่อเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED)
ทั้งนี้ หุ้น Walmart พุ่งขึ้น 3% ซึ่งช่วยหนุนทั้งดัชนี S&P500 และ Nasdaq โดยบริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่รายนี้เพิ่งย้ายการจดทะเบียนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ในเดือนที่แล้ว
และมีกำหนดที่จะเข้าคำนวณในดัชนี Nasdaq 100 ในวันที่ 20 ม.ค.นี้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้มีแนวโน้มที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์จากกองทุนดัชนี (index funds)
หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งขึ้นแข็งแกร่งสุดในดัชนี S&P500 โดยปรับตัวขึ้น 1.4% ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดีดตัวขึ้นเช่นกัน ส่วนหุ้นกลุ่มการเงินปรับตัวลง 0.8% และหุ้นกลุ่มพลังงานลดลง 0.66%
ในช่วงแรกตลาดหุ้นนิวยอร์กปรับตัวลง หลังจากพาวเวลแถลงยืนยันว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เปิดการสอบสวนทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับคำให้การของเขาต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาเกี่ยวกับโครงการปรับปรุงอาคารสำนักงานของเฟด
รวมถึงกล่าวว่าการสอบสวนดังกล่าวถือเป็นความพยายามของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีในการแทรกแซงนโยบายการเงินของเฟด โดยปธน.ทรัมป์พยายามกดดันให้เฟดปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างมากนับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งในเดือนม.ค. 2568
นักวิเคราะห์จาก Spartan Capital Securities กล่าวว่า ข่าวที่พาวเวลถูกสอบสวนโดยกระทรวงยุติธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ทรัมป์ส่งสัญญาณมาเป็นระยะอยู่แล้ว ดังนั้นตลาดจึงสามารถรับมือกับเรื่องนี้ได้
นอกจากนี้ การที่อดีตผู้ว่าการเฟดหลายคนออกมาสนับสนุนพาวเวล ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดด้วย
อย่างไรก็ดี อดีตประธานเฟด ได้แก่ เบน เบอร์นันเก้, เจเน็ต เยลเลน และอลัน กรีนสแปน รวมทั้งอดีตรัฐมนตรีคลัง ซึ่งได้แก่ เฮนรี พอลสัน, ทิโมธี ไกท์เนอร์, โรเบิร์ต รูบิน และเจคอบ ลูว์ ได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนพาวเวล โดยระบุว่าการสอบสวนทางอาญาต่อพาวเวล ถือเป็นความพยายามที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อบ่อนทำลายความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และระบุว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ
หุ้นกลุ่มธนาคารและบริษัทบัตรเครดิตร่วงลง หลังจากปธน.ทรัมป์เรียกร้องให้มีการจำกัดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ที่ 10% เป็นเวลา 1 ปี โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อการปล่อยสินเชื่อในตลาด รวมทั้งความสามารถในการทำกำไรของภาคธนาคาร
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ในวันนี้ (13 ม.ค.) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด ด้านนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี CPI จะปรับตัวขึ้น 2.7% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับตัวขึ้น 2.7% เช่นกันในเดือนพ.ย. และคาดว่าดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 2.7% ในเดือนธ.ค. หลังจากปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือนพ.ย.