

KEY
POINTS
สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้นำคณะสื่อมวลชนเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่น
หนึ่งไฮไลต์สำคัญเพื่อศึกษาดูงาน ณ ศูนย์วิจัยเทคนิคกลาง ENEOS Corporation บริษัทด้านพลังงานรายใหญ่สุดของญี่ปุ่น ณ เมืองโยโกฮาม่า
ทั้งนี้ในการศึกษาดูงาน เจ้าหน้าที่ของบริษัทระบุว่า ศูนย์ฯแห่งนี้ได้ทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อตอบโจทย์พลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดโลกร้อนซึ่งเป็นทิศทางอนาคตของโลก หนึ่งในนั้นคือ การวิจัยและพัฒนา e-Fuels หรือเชื้อเพลิงสังเคราะห์ เพื่อเติมในรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และดีเซล โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์
ในการวิจัยเชื้อเพลิงสังเคราะห์ที่ผลิตได้ (กำลังผลิต 1 บาร์เรลต่อวัน) ได้เริ่มทดลองใช้แล้วกับรถบัสรับส่งผู้เข้าชมงาน Osaka Expo ซึ่งสามารถลดคาร์บอนได้เป็นอย่างดี โดยเชื้อเพลิงสังเคราะห์ 1 ลิตรสามารถวิ่งได้ราว 10 กิโลเมตร เทียบเท่ากับนํ้ามันทั่วไป อย่างไรก็ดี การผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์นี้ ปัญหาใหญ่ที่พบคือยังมีต้นทุนการผลิตที่สูง โดยเปรียบเทียบนํ้ามันเชื้อเพลิงในญี่ปุ่นราคาเฉลี่ย 180 เยนต่อลิตร แต่เชื้อเพลิงสังเคราะห์ยังมีต้นทุนประมาณ 700 เยนต่อลิตร ซึ่งยังแพงกว่าหลายเท่าตัว ยังต้องหาทางในการลดต้นทุนต่อไป
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขยายในรายละเอียดว่า e-Fuels หรือเชื้อเพลิงสังเคราะห์ (Electrofuels) คือเชื้อเพลิงเหลวที่ผลิตขึ้นจากไฮโดรเจนสะอาด และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยอาศัยไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียน โดยกระบวนการผลิตจะเปลี่ยนคาร์บอนที่ถูกดักจับจากปล่องโรงงานหรืออากาศให้กลายเป็น “นํ้ามันดิบสังเคราะห์” ซึ่งสามารถนำไปกลั่นเหมือนนํ้ามันฟอสซิลทั่วไป เป็น e-Gasoline, e-Diesel และ e-SAF ที่ใช้ได้กับเครื่องยนต์สันดาปภายในและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม
“วันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่ได้พามาทำความรู้จักกับ e-Fuels ซึ่งน่าจะเป็นคำตอบที่สำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน ปัจจุบันมีรถยนต์ทั่วโลกประมาณ 1,500 ล้านคัน มีรถ EV ไม่น่าจะถึง 20 ล้านคัน ที่เหลือยังใช้รถนํ้ามันทั้งหมด หากเราต้องเปลี่ยนรถใช้นํ้ามัน 1,500 ล้านคันให้เป็นรถแบตเตอรี่ทั้งหมด ต้องมีการลงทุนในระบบ Ecosystem ขนาดใหญ่มาก ดังนั้นจึงมีการคิดค้นกันว่าจะทำอย่างไรที่ยังใช้เชื้อเพลิงเหลวแบบเดิมโดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ แต่ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย”นายชัยวัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ e-Fuels เป็นกระบวนการที่เรียกว่า Carbon Neutral โดยคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 ถูกดักจับจากอากาศมาใช้เผาผลาญขับเคลื่อนเครื่องยนต์แล้วปล่อยกลับสู่บรรยากาศใหม่ จึงเท่ากับเป็น Net Zero (ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์)ไปในตัว อย่างไรก็ตาม e-Fuels เป็นเทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดใหม่มาก โรงงานต้นแบบของ ENEOS เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปีที่ผ่านมา และเพิ่งทดลองผลิตได้ยังไม่ครบปี ซึ่งทางบางจากที่เป็นพันธมิตรกับ ENEOS ก็ได้เฝ้าติดตามและศึกษาในเรื่องนี้อยู่ เมื่อไรเริ่มสามารถแข่งขันได้ในเชิงพาณิชย์ก็จะพิจารณาในการลงทุน
สำหรับ ENEOS ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากรัฐบาลญี่ปุ่นในเรื่องนี้ โดยสร้างโรงงานทดลองให้ทั้งหมด ซึ่งทางผู้บริหารระบุว่า คำตอบของ e-Fuels อาจจะอยู่ในช่วงปี 2040 (หรืออีกประมาณ 15 ปีนับจากนี้ ปัจจุบันต้นทุนการผลิตยังสูงกว่านํ้ามันทั่วไป 8-9 เท่า โดยต้นทุนสูงสุดอยู่ที่ค่าไฟฟ้า เพราะการแตกโมเลกุลไฮโดรเจนออกจาก นํ้าใช้ไฟเยอะมาก) น่าจะเห็นการใช้ e-Fuels แพร่หลายมากขึ้น มีขนาดการผลิตที่ใหญ่ขึ้น และแข่งขันกับเชื้อเพลิงฟอสซิลได้
อย่างไรก็ตาม ตามไทม์ไลน์แล้ว Biofuel Gen 2 (หรือเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบชีวมวลที่ไม่ใช่อาหาร เช่น เศษกระดาษ ฟางข้าว กิ่งไม้ หรือแม้กระทั่งขยะชีวภาพ ต่างจากรุ่นแรกที่ผลิตจากพืชอาหารโดยตรง เช่น ปาล์ม ชานอ้อย ข้าวโพด ฯลฯ ในไทย) น่าจะมีโอกาสเกิดได้ก่อน ก่อนที่จะเข้าสู่ e-Fuels ในอีก 10–15 ปีข้างหน้า โดยปัจจัยสู่ความสำเร็จที่สำคัญต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเหมือนในญี่ปุ่น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่ต้องถูกมาก หรือเป็นค่าไฟฟ้าที่ต้องติดลบ หรือเป็นไฟฟ้าฟรีในบางช่วงเหมือนในหลายประเทศ (ผ่านการประมูล)
นายชัยวัฒน์ เผยอีกว่า ล่าสุดจากที่บางจากฯได้ประกาศกลยุทธ์ “Bangchak 100x” ตั้งเป้าเติบโตก้าวกระโดด EBITDA เพิ่มขึ้น 100% ภายในปี 2571 โดยจัดโครงสร้างธุรกิจใหม่เป็น 5 กลุ่มหลัก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด และพลังงานชีวภาพ 2.กลุ่มธุรกิจการค้านํ้ามัน 3.กลุ่มธุรกิจต้นนํ้า 4.กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน และ 5.กลุ่มธุรกิจใหม่และโฮลดิ้งส์
หากถามว่าใน 5 กลุ่มนี้ กลุ่มใดจะเป็น Growth Engine หรือเครื่องยนต์ตัวใหม่ หรือเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่สุดในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าวนั้น นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่บางจากทำมี 2-3 เรื่องคือ 1.นำเอาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด ทั้งโรงกลั่นและการตลาด และพลังงานชีวภาพมาอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน เพื่อให้มีโอกาสทำ Process Improvement (การทำให้วิธีการทำงานดีขึ้นกว่าเดิม)
2.ธุรกิจการค้านํ้ามัน (Trading) จะเทรด SAF (นํ้ามันอากาศยานยั่งยืน), e-Fuel, Biofuel โดยไปเปิดออฟฟิศที่ดูไบ ซึ่งที่ปรึกษาระบุว่าธุรกิจ Trading จะโตได้ 7–8 เท่า และจะเป็น Key Driver ตัวหนึ่ง และ 3.ธุรกิจต้นนํ้า ตั้งเป้าเป็นผู้ดำเนินธุรกิจแหล่งปิโตรเลียมระยะกลางชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้ดูมาสักพักแล้ว และจากวันนี้จะเอาจริงเพื่อนำสู่ “Bangchak 100x” ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย