
'อนุทิน' ชู 3 จุดแข็งไทย อาหาร-พลังงาน-ทำเล เปลี่ยนวิกฤตโลกเป็นโอกาสลงทุน
นายกฯ ยันไทยพร้อมรับมือความผันผวนโลก ไม่เสี่ยงขาดแคลนอาหาร เร่งใช้ B20 ลดนำเข้าน้ำมัน พร้อมเดินหน้า Thailand Fast Track ดึงนักลงทุนต่างชาติและยกระดับประเทศสู่มาตรฐาน OECD
KEY
POINTS
- นายอนุทินชูจุดแข็งด้านความมั่นคงทางอาหารของไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตครบวงจรและไม่พึ่งพาการนำเข้า สามารถใช้เป็นโอกาสดึงดูดการลงทุนในภาวะที่โลกผันผวน
- ด้านพลังงาน รัฐบาลส่งเสริมนโยบายไบโอดีเซล (B20) เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบ สร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม
- เร่งยกระดับประเทศสู่มาตรฐานสากลเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD และใช้จุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งและคุณภาพบุคลากร เพื่อดึงดูดการลงทุนระยะยาวจากต่างชาติ
7 พฤศจิกายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” ถึงสถานการณ์ความมั่นคง เศรษฐกิจ และพลังงานโลกว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานแข็งแรงพอที่จะรับมือความผันผวน พร้อมเปลี่ยนความเสี่ยงของโลกให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ
นายอนุทิน กล่าวว่า จากกรณีประชาชนเตรียมเสบียง 72 ชั่วโมงนั้น ไม่ได้หมายถึงประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะสงครามหรืออาหารขาดแคลน ประชาชนยังสามารถใช้ชีวิตตามปกติ แต่สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือระบบเตือนภัย การช่วยเหลือ และการเข้าถึงกลุ่มเปราะบางให้รวดเร็วเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
“ไม่ต้องกังวลว่ามันจะเกิดการขาดแคลนอาหาร หรือขาดแคลนสิ่งของอุปโภคบริโภคที่เราจะใช้ในครอบครัวของเราจนเกินสภาวะปกติ รัฐบาลจะไม่มีทางปล่อยให้ครอบครัวใดเผชิญภาวะขาดอาหารโดยความช่วยเหลือเข้าไม่ถึง” นายอนุทิน กล่าว
ทั้งนี้ เหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ในต่างประเทศจนกระทบระบบห่วงโซ่อาหาร สะท้อนให้เห็นจุดแข็งของประเทศไทยมากขึ้น เพราะไทยยังเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารครบวงจร มีตลาดและแหล่งผลิตกระจายทั่วประเทศ ไม่ต้องพึ่งพาอาหารนำเข้าหรือระบบจัดเก็บจากศูนย์กลางเพียงช่องทางเดียว
โดยสามารถต่อยอดเป็นสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ของไทยในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน ประเทศคู่ค้าต่างต้องการแหล่งอาหารที่มั่นคง และมีศักยภาพสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ทั้งในและตลาดต่างประเทศ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในด้านพลังงาน ประเทศไทยไม่มีปัญหาปริมาณน้ำมันหรือแหล่งนำเข้า เพราะกระจายแหล่งจัดหาจากหลายภูมิภาค สิ่งที่กระทบประเทศไทยจริงคือราคาน้ำมันและก๊าซที่ผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง รัฐบาลจึงต้องใช้ทั้งมาตรการภาษีและขอความร่วมมือจากโรงกลั่นเพื่อลดภาระประชาชน
โดยหนึ่งในมาตรการที่เริ่มเห็นผลคือการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำมันปาล์ม 20% ทำให้ราคาต่างจากดีเซลทั่วไปเกือบ 10 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ปริมาณการใช้เพิ่มจากวันละประมาณ 5-6 ล้านลิตร เป็นราว 9 ล้านลิตรต่อวัน
“ตอนนี้ประชาชนหันมาใช้ B20 เพิ่มมากขึ้น แตะประมาณ 9 ล้านลิตรต่อวัน เมื่อใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่ม ประเทศจะลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ขณะเดียวกันความต้องการปาล์มน้ำมันจากเกษตรกรจะเพิ่มตามไปด้วย” นายกรัฐมนตรี กล่าว
หนุนใช้ B20 ลดการนำเข้าพลังงาน
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า หากการใช้ไบโอดีเซลขยับขึ้นถึงประมาณ 20 ล้านลิตรต่อวัน จากการใช้น้ำมันดีเซลรวมราว 50 ล้านลิตรต่อวัน จะช่วยลดการใช้น้ำมันดิบจากต่างประเทศได้หลายล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นมูลค่าเงินนำเข้าที่ประหยัดได้ระดับใกล้ 100,000 ล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ เงินที่เคยไหลออกไปซื้อพลังงานจึงสามารถหมุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศผ่านเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม รวมถึงนโยบายพลังงานชีวภาพจากอ้อยและมันสำปะหลังในอนาคต ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นการสร้างตลาดใหม่ให้ภาคเกษตร พร้อมทำให้รายได้เกษตรกรมีความต่อเนื่องมากกว่าการพึ่งพาราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ในโลกที่ความมั่นคงอาหารกลับมามีความสำคัญ เกษตรกรไทยถือเป็นพระเอกของประเทศ รัฐบาลจึงต้องสร้างเงื่อนไขให้เกษตรกรมีรายได้ต่อเนื่อง มีตลาดรองรับ และสามารถยืนอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งมาตรการชั่วคราวทุกครั้งที่ราคาสินค้าเกษตรผันผวน
เร่งยกระดับดันไทยเข้า OECD
โดยภาพเศรษฐกิจอีกด้านคือการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งไทยกำลังเร่งยกระดับมาตรฐานประเทศเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งจะทำให้กติกาธุรกิจ ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลของไทยใกล้มาตรฐานสากลมากขึ้น
อีกทั้งรัฐบาลยังเดินหน้า Thailand Fast Track ให้นักลงทุนติดต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นจุดเดียว ลดขั้นตอนการประสานหลายหน่วยงาน พร้อมใช้นโยบายดังกล่าวแก้ข้อจำกัดที่เคยทำให้นักลงทุนเสียเวลา และสร้างความมั่นใจว่าการลงทุนในไทยจะไม่เผชิญการเลือกปฏิบัติ
นอกจากนี้ ได้หารือกับผู้บริหาร Google ว่า บริษัทมีความพร้อมลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเติม และมองว่าจุดแข็งของไทยไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนแรงงานราคาถูกอีกต่อไป แต่อยู่ที่คุณภาพคนไทยซึ่งสามารถยกระดับทักษะต่อยอดสู่เศรษฐกิจ AI ได้ รวมถึงทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์
โดยนักลงทุนจำนวนหนึ่งที่เริ่มลงทุนในไทยเพียงเฟสแรกหรือเฟส 2 ได้นำแผนขยายไปถึงเฟส 7-8 สะท้อนถึงความตั้งใจที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานระยะยาว โดยมีเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐาน ระบบกระจายสินค้า และเครือข่ายภูมิภาคเป็นปัจจัยสำคัญ
นายอนุทิน กล่าวว่า โจทย์สำคัญต่อไปคือประเทศไทยต้องไม่สะดุดขาตัวเอง หลังสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนได้แล้ว ท่ามกลางโลกที่ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์กำลังเชื่อมโยงกัน ประเทศที่มีฐานการผลิต มีทรัพยากร และวางกติกาได้มั่นคงจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ






