
เปิดสูตรคุ้มทุน 'โซลาร์ภาคประชาชน' ผ่อน 7 ปี มีเงินเข้ากระเป๋าเดือนละ 800 บาท
คลังแจง 'โซลาร์ภาคประชาชน' อุดหนุน 50,000 บาท เน้นช่วยเปลี่ยนผ่านพลังงาน ฝั่ง 'ออมสิน' เปิดสูตรคำนวณคุ้มทุน เหลือเงินเข้ากระเป๋าเดือนละ 800 บาท แม้ยังผ่อนสินเชื่อ 7 ปี
KEY
POINTS
- โครงการโซลาร์ภาคประชาชนสนับสนุนเงินอุดหนุน 50,000 บาท ส่วนที่เหลือสามารถขอสินเชื่อจากธนาคารรัฐเพื่อผ่อนชำระเป็นเวลา 7 ปี
- กลุ่มที่คุ้มค่าที่สุดคือบ้านที่มีการใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันสูง (เกิน 40%) และมีค่าไฟตั้งแต่ 3,000-4,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป
- จากการคำนวณกรณีตัวอย่างครัวเรือนที่มีค่าไฟ 4,000 บาท/เดือน เมื่อนำรายรับและเงินที่ประหยัดได้มาหักลบกับค่าผ่อนสินเชื่อ จะมีเงินเหลือสุทธิประมาณ 800 บาทต่อเดือน
- หลังจากผ่อนชำระครบ 7 ปี จะมีเงินประหยัดสุทธิเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,968 บาทต่อเดือน เนื่องจากไม่ต้องชำระค่างวดสินเชื่อแล้ว
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคประชาชนว่า กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าขณะนี้มีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการใกล้แตะ 100,000 ราย ถือเป็นเรื่องที่ไม่เป็นปัญหา เนื่องจากรัฐบาลต้องการให้ผู้ที่ลงทะเบียนเป็นผู้ที่มีความต้องการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์จริง และมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการ
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการสร้างความเข้าใจให้ประชาชนเห็นถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ของการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) โดยไม่ได้มองเพียงเรื่องการลดค่าไฟฟ้าของครัวเรือนเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการผลิตไฟฟ้า
สำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน รัฐบาลตั้งเป้าสนับสนุนประชาชนจำนวน 1 ล้านครัวเรือน โดยให้เงินอุดหนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท สำหรับติดตั้งระบบ Solar Rooftop ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกินกว่าวงเงินสนับสนุน ประชาชนสามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อช่วยลดภาระการลงทุนเริ่มต้น
เปิดสูตรบ้านแบบไหนติดโซลาร์แล้วคุ้ม
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า การพิจารณาความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการติดตั้งโซลาร์เซลล์นั้น ปัจจัยสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่ขนาดของแผงโซลาร์เซลล์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือนเป็นหลัก
โดยบ้านที่มีความคุ้มค่าสูงสุด คือบ้านที่มีการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันตั้งแต่ 40% ขึ้นไปของปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด เช่น บ้านที่มีผู้สูงอายุ ผู้เตรียมเกษียณ ครอบครัวที่มีเด็ก หรือมีสมาชิกอาศัยอยู่บ้านในช่วงกลางวัน
เนื่องจากหัวใจสำคัญของการติดตั้งโซลาร์เซลล์คือการผลิตไฟฟ้าเพื่อนำมาใช้เอง ช่วยลดปริมาณไฟฟ้าที่ต้องซื้อจากการไฟฟ้า ซึ่งให้ผลประหยัดมากกว่าการผลิตไฟฟ้าเพื่อขายคืนเพียงอย่างเดียว โดยปัจจุบันอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบอยู่ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย
ในทางกลับกัน บ้านที่ไม่มีผู้อยู่อาศัยหรือแทบไม่มีการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน จะไม่เหมาะกับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เนื่องจากไม่สามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ และต้องพึ่งพารายได้จากการขายไฟฟ้าคืนเป็นหลัก ซึ่งทำให้ระยะเวลาคืนทุนยาวนานขึ้นอย่างมาก
ค่าไฟ 3,000-4,000 บาทขึ้นไป เหมาะติดตั้งมากกว่า
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อเดือน โดยโครงการนี้จะมีความเหมาะสมและสร้างความคุ้มค่าทางการเงินได้มากที่สุดสำหรับครัวเรือนที่มีภาระค่าไฟฟ้าตั้งแต่ 3,000-4,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป
ส่วนครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 2,000-3,000 บาทต่อเดือน โดยเฉพาะบ้านที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์อาจไม่คุ้มค่าทางการเงิน เนื่องจากปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้มีโอกาสสูงกว่าความต้องการใช้งานจริง
ในกรณีดังกล่าว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า หรือเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน เช่น หลอดไฟ LED อาจช่วยลดค่าใช้จ่ายได้คุ้มค่ากว่าการลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่
นอกจากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าและค่าไฟแล้ว ยังมีปัจจัยทางกายภาพที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ทิศทางของหลังคา โดยหลังคาที่หันไปทางทิศใต้และทิศตะวันตกจะได้รับแสงแดดเหมาะสมต่อการผลิตไฟฟ้า ขณะที่หลังคาทิศเหนืออาจไม่เหมาะสมต่อการติดตั้งเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด
รวมถึงต้องตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างหลังคา และผู้เข้าร่วมโครงการต้องเป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้าที่มีประวัติการใช้ไฟฟ้ามาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนด้วย
เปิดตัวเลขลงทุน 1.4 แสนบาท รัฐช่วย 5 หมื่น เหลือกู้ 9 หมื่น
สำหรับรูปแบบการลงทุน นายทรงพลกล่าวว่า โครงการนี้ออกแบบภายใต้แนวคิดการพึ่งพาตนเองทางการเงิน (Self-Financing) โดยประชาชนไม่จำเป็นต้องเตรียมเงินสดก้อนใหญ่เพื่อจ่ายค่าติดตั้งทั้งหมดในวันเริ่มต้น
กรณีติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ ซึ่งเป็นขนาดเริ่มต้นที่นำมาคำนวณ มีมูลค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งประมาณ 130,000-140,000 บาท โดยรัฐบาลจะสนับสนุนเงินอุดหนุนโดยตรงจำนวน 50,000 บาท เพื่อนำไปหักลดเงินต้นทันที
ทำให้เหลือภาระค่าใช้จ่ายประมาณ 90,000 บาท ที่ประชาชนสามารถขอสินเชื่อจากธนาคารรัฐทั้ง 3 แห่ง โดยเป็นสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนและคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก
ค่าไฟ 4,000 บาท เหลือเงินสุทธิ 800 บาทต่อเดือน
นายทรงพลเปิดเผยว่า จากการคำนวณตัวอย่างครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเดือนละ 4,000 บาท และมีพฤติกรรมใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน 40% พบว่าการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ จะช่วยให้ครัวเรือนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและลดค่าไฟฟ้าได้ทันทีประมาณ 1,176 บาทต่อเดือน
ขณะเดียวกัน ไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้อีกประมาณ 60% จะสามารถขายคืนเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 20 ปี คิดเป็นรายได้จากการขายไฟคืนประมาณ 700-800 บาทต่อเดือน
เมื่อนำเงินที่ประหยัดจากค่าไฟฟ้ามารวมกับรายได้จากการขายไฟคืน จะทำให้ครัวเรือนมีผลประโยชน์ทางการเงินรวมประมาณ 1,876-1,976 บาทต่อเดือน
ขณะที่ภาระผ่อนชำระสินเชื่ออยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน เมื่อนำมาหักลบกันแล้ว จะทำให้ประชาชนมีเงินประหยัดสุทธิเหลืออยู่ในกระเป๋าประมาณ 799-800 บาทต่อเดือน ตลอดระยะเวลาผ่อนชำระ 7 ปีแรก
หลังจากผ่อนชำระครบ 7 ปี ภาระหนี้สินจะหมดลง ส่งผลให้ตั้งแต่ปีที่ 8 จนถึงปีที่ 20 ครัวเรือนจะมีเงินประหยัดสุทธิเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,968 บาทต่อเดือน เนื่องจากไม่ต้องนำเงินไปชำระค่างวดสินเชื่ออีกต่อไป
ทั้งนี้ หากคำนวณผลประโยชน์สุทธิที่กลับคืนสู่กระเป๋าประชาชนตลอดระยะเวลาสัญญารับซื้อไฟฟ้า 20 ปี จะมีมูลค่ารวมประมาณ 370,000 บาทเศษ
นอกจากนี้ แผงโซลาร์เซลล์ยังมีอายุการใช้งานประมาณ 25-30 ปี หมายความว่า แม้จะสิ้นสุดระยะเวลาสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากภาครัฐแล้ว ประชาชนยังสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองและลดค่าไฟฟ้าได้ต่อเนื่องอีกประมาณ 1,100-1,200 บาทต่อเดือน
รัฐอุดหนุน 5 หมื่น คืนทุนเศรษฐศาสตร์ใน 5 ปี
นายทรงพลกล่าวเพิ่มเติมว่า หากพิจารณาในมิติความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจระดับประเทศ การที่รัฐบาลสนับสนุนเงินอุดหนุนจำนวน 50,000 บาทต่อครัวเรือนนั้น มีระยะเวลาคืนทุนทางเศรษฐศาสตร์ (Break-even) ประมาณ 5 ปี
เนื่องจากผลประโยชน์ที่ประเทศได้รับไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน แต่ยังครอบคลุมถึงการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า
ขณะเดียวกัน ยังเป็นการกระจายสภาพคล่องไปสู่ภาคครัวเรือน ช่วยให้ประชาชนมีเงินเหลือจากการประหยัดค่าไฟฟ้า และสามารถนำเงินส่วนดังกล่าวไปใช้จ่ายหรือสะสมเป็นเงินออมได้ในระยะยาว







