thansettakij
thansettakij
สมาคมโซลาร์จี้รัฐปลดล็อกหลักประกัน 5 หมื่น คืนเงินใน 7 วันโซลาร์ภาคประชาชน

สมาคมโซลาร์จี้รัฐปลดล็อกหลักประกัน 5 หมื่น คืนเงินใน 7 วันโซลาร์ภาคประชาชน

05 พ.ย. 69 | 01:29 น.

จับตาโซลาร์ภาคประชาชน เอกชนหวั่นหลักประกัน 5 หมื่นบีบสภาพคล่องกระทบผู้รับเหมาทุกราย จี้รัฐปลดล็อก ชงใช้เงินกู้ 2 แสนล้าน อัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้ารับโซลาร์ 5,000 เมกฯ

KEY

POINTS

  • สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทยเรียกร้องให้รัฐทบทวนเงื่อนไขหลักประกัน 50,000 บาทในโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ชี้ว่าเป็นสัดส่วนที่สูงเกินไป (ประมาณ 36% ของมูลค่างาน) และสร้างภาระทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ
  • เสนอให้ปรับลดวงเงินหลักประกันลงเหลือ 10-15% ของมูลค่างาน เพื่อให้มีความเหมาะสมและช่วยลดภาระด้านสภาพคล่องของผู้รับเหมาติดตั้ง
  • เรียกร้องให้มีกระบวนการตรวจรับงานที่ชัดเจนและสามารถคืนเงินหลักประกันให้ผู้ประกอบการได้ภายใน 7 วันหลังส่งมอบงาน เพื่อให้สามารถนำเงินไปหมุนเวียนทางธุรกิจได้เร็วขึ้น

นายชัพมนต์ จันทรพงศ์พันธุ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย (TPVA) เปิดเผยว่า สมาคมสนับสนุนโครงการโซลาร์ภาคประชาชนเพราะเป็นโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมผลิตไฟฟ้าสะอาด ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานของประเทศ 

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควรทบทวนเงื่อนไขหลักประกันให้มีสัดส่วนเหมาะสมกับมูลค่างานและความเสี่ยง เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระต่อผู้ประกอบการจนกระทบต่อความสำเร็จของโครงการ

ทั้งนี้ การกำหนดมาตรฐานอุปกรณ์ งานติดตั้ง และบริการหลังการขายเป็นเรื่องจำเป็น รวมถึงการเรียกหลักประกันเพื่อคัดกรองผู้รับเหมาที่จะเข้ามาติดตั้งระบบให้ประชาชน แต่ประเด็นที่สำคัญคือ การกำหนดวงเงินหลักประกันต้องมีสัดส่วนเหมาะสมกับความเสี่ยงและมูลค่างาน

สมาคมโซลาร์จี้รัฐปลดล็อกหลักประกัน 5 หมื่น คืนเงินใน 7 วันโซลาร์ภาคประชาชน

 

หากพิจารณาจากราคากลางการติดตั้งระบบโซลาร์ที่ 140,000 บาทต่อหลังคาเรือนหรือระบบ โดยกำหนดให้ผู้รับเหมาหรือผู้ให้บริการติดตั้งวางหลักประกันผู้ว่าจ้าง 50,000 บาทต่อระบบ เท่ากับคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของมูลค่างาน ซึ่งถือเป็นภาระที่สูงเกินไป แม้หลักประกันดังกล่าวจะสามารถคืนและนำไปหมุนเวียนใช้กับงานอื่นได้ แต่ในระหว่างรอการตรวจรับงาน และการเชื่อมต่อระบบ ผู้ประกอบการยังต้องใช้วงเงินหรือหลักทรัพย์มารองรับเงินประกันดังกล่าว ส่งผลต่อสภาพคล่องและความสามารถในการรับงานพร้อมกันหลายโครงการ

 

อีกทั้งยังมีหลักประกันอีกส่วนหนึ่งจำนวน 10,000 บาท สำหรับคุ้มครองผลงานและดูแลระบบเป็นระยะเวลา 7 ปี โดยสมาคมเห็นว่าเงื่อนไขนี้ไม่ได้สูงเกินไป แต่ควรพิจารณาการคืนเงินประกันตามสัดส่วนระยะเวลาที่ผู้ประกอบการให้บริการและรับผิดชอบงานอย่างถูกต้อง แทนการกำหนดให้ต้องวางเงินไว้ตลอดระยะเวลา 7 ปี

เสนอปรับลดหลักประกันเหลือ 10-15%

สำหรับแนวทางปรับหลักเกณฑ์ให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้ประกอบการนั้น มองว่าหากอ้างอิงแนวทางการวางหลักประกันตามสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การกำหนดหลักประกันไว้ที่ประมาณ 10-15% ของมูลค่างานน่าจะมีความเหมาะสมมากกว่า โดยอาจกำหนดให้ผู้รับเหมาวางหลักประกัน 15% ของมูลค่างานในช่วงเริ่มต้น และเมื่อดำเนินงานแล้วเสร็จ สามารถเปลี่ยนหลักประกันบางส่วน เช่น 5% ของมูลค่างาน ให้เป็นหลักประกันสำหรับคุ้มครองผลงานต่อไปอีก 7 ปี วิธีดังกล่าวนี้จะช่วยลดภาระเงินทุนของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันยังคงมีหลักประกันรองรับคุณภาพงานและบริการหลังการขาย

“ในความคิดเห็นส่วนตัวมองว่าประเด็นเรื่องหลักประกันเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่อาจกำหนดว่าโครงการจะเดินหน้าได้ราบรื่นเพียงใด เพราะแม้ผู้ประกอบการจะสนใจเข้าร่วมโครงการ แต่หากต้องแบกรับภาระเงินประกันในระดับสูง ก็อาจทำให้การรับงานและการขยายการติดตั้งทำได้ยากขึ้น”

นายชัพมนต์ กล่าวต่อไปอีกว่า ภาระหลักประกันไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก แต่ครอบคลุมทุกขนาดธุรกิจ เพียงแค่แต่ละรายมีความสามารถในการรองรับภาระด้านเงินทุนแตกต่างกัน โดยผู้ประกอบการรายเล็กอาจมีทีมช่างที่มีคุณภาพและมีศักยภาพในการติดตั้ง แต่มีวงเงินสินเชื่อจากธนาคารจำกัด ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางซึ่งรับงานหลายโครงการพร้อมกัน ต้องบริหารเงินทุนทั้งการจัดซื้ออุปกรณ์ การจ่ายค่าแรง และการวางหลักประกันไปพร้อมกัน

ด้านผู้ประกอบการรายใหญ่ แม้จะมีเงินทุนและวงเงินสินเชื่อมากกว่า แต่เมื่อรับงานจำนวนมากและเปิดหน้างานติดตั้งพร้อมกันหลายแห่ง ก็ต้องใช้เงินทุนรองรับหลักประกันในระดับสูงเช่นเดียวกัน เช่น ผู้ประกอบการรายเล็กอาจเปิดหน้างานพร้อมกันได้ประมาณ 10-20 แห่ง รายกลางประมาณ 20-50 แห่ง ส่วนรายใหญ่อาจมีหน้างานพร้อมกันในระดับหลักร้อยแห่ง ดังนั้น การวางหลักประกันจึงเป็นภาระที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการทุกขนาด

 

 

“หากรัฐบาลยังคงหลักเกณฑ์เดิม สิ่งที่ต้องกำหนดให้ชัดเจนคือกระบวนการวางหลักประกันต้องวางไว้กับใคร ใครเป็นผู้ตรวจรับงาน และจะคืนเงินประกันเมื่อใด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นอกจากนี้ อีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญคือระยะเวลาการตรวจรับงานและคืนหลักประกัน โดยกระบวนการดำเนินงานตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ จัดหาอุปกรณ์ ติดตั้ง ไปจนถึงการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า อาจใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนต่อโครงการ แม้ขั้นตอนติดตั้งจริงจะใช้เวลาเพียง 2-3 วันก็ตามดังนั้น หากภาครัฐและหน่วยงานการไฟฟ้าสามารถกำหนดขั้นตอนตรวจรับงานให้ชัดเจน และคืนหลักประกันได้ภายใน 7 วันตามแนวทางที่รัฐมนตรีระบุไว้จริง ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารเงินทุนหมุนเวียนได้ดีขึ้น

“เงื่อนไขดังกล่าวต้องมีการกำหนดระยะเวลาและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน รวมถึงต้องทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด ไม่เช่นนั้นภาระเงินทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับอาจยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้

ลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าควบคู่เปลี่ยนผ่านพลังงาน 

นายชัพมนต์ กล่าวอีกว่า อีกประเด็นที่สมาคมให้ความสำคัญคือการนำเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. วงเงิน 200,000 ล้านบาท มาใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยมองว่าเป้าหมายไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มจำนวนครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์ แต่ต้องช่วยลดต้นทุนพลังงานของประเทศในระยะยาวด้วย

เมื่อมีระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบกระจายตัวเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ก็จะทำให้รูปแบบการซื้อขายและการไหลเวียนของไฟฟ้าในแต่ละโครงข่ายเปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องลงทุนปรับปรุงระบบส่ง และระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้รองรับพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy: RE) ที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้น จึงเสนอให้พิจารณาใช้เงินลงทุนปรับปรุงระบบของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ,การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ทั้งระบบส่ง ระบบจำหน่าย และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและรองรับการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานที่กระจายตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ควรให้ความสำคัญกับการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System : ESS) ในระดับสถานีไฟฟ้าย่อย การพัฒนาระบบควบคุมและติดตามการทำงาน (Monitoring) การยกระดับสู่ระบบ Smart Grid รวมถึงการติดตั้ง Smart Meter เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลและพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือนได้แม่นยำขึ้น

ด้านความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ชัพมนต์มองว่า โครงข่ายไฟฟ้าของประเทศไทยมีความแข็งแรงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและมาตรฐานการเชื่อมต่อระบบอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชนเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ก็จำเป็นต้องปรับปรุงระบบรองรับไปพร้อมกัน ทั้งระบบกักเก็บพลังงาน ระบบควบคุม และระบบข้อมูล เพื่อให้การบริหารจัดการไฟฟ้ามีประสิทธิภาพและรักษาเสถียรภาพของโครงข่าย

“ประเมินว่า เป้าหมายติดตั้ง 1 ล้านหลัง ภายในระยะเวลา 1 ปี ไม่ได้หมายความว่าทุกระบบจะเชื่อมต่อเข้าสู่โครงข่ายพร้อมกันทั้งหมด แต่จะทยอยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณเดือนละ 80,000 หลัง จึงยังมีเวลาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไปพร้อมกับการดำเนินโครงการ”

การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าไม่ควรรอให้การติดตั้งโซลาร์ครบ 1 ล้านหลังแล้วจึงเริ่มดำเนินการ แต่ต้องถือเป็นภารกิจสำคัญที่ทำควบคู่กันไปตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ

ด้านประโยชน์ทางเศรษฐกิจนั้น มองว่าแม้อุปกรณ์หลักอย่างแผงโซลาร์เซลล์และอินเวอร์เตอร์ส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่การติดตั้งระบบ การจ้างงาน การจัดซื้อจัดจ้าง และบริการที่เกี่ยวข้องยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการไทยได้

หากโครงการสามารถดำเนินการได้ครบ 1 ล้านหลัง โดยติดตั้งระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ต่อหลัง จะทำให้ประเทศไทยมีกำลังการผลิต ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นรวม 5,000 เมกะวัตต์ใน 1 ปี หากโครงการสำเร็จกำลังผลิตดังกล่าวจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 6,300-7,000 ล้านหน่วยต่อปี 

หากคำนวณจากตัวเลขขั้นต่ำที่ 6,300 ล้านหน่วย จะเทียบเท่าการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าประมาณ 44 ล้าน MMBTU ต่อปี หรือคิดเป็นการลดการนำเข้า LNG ได้ประมาณ 850,000 ตันต่อปี

การลดการนำเข้า LNG จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งพลังงาน เช่น สงครามยูเครนและสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจทำให้ราคา LNG ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับต่ำกว่า 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไปอยู่ที่ 20-30 ดอลลาร์สหรัฐฯหากประเทศไทยสามารถลดการนำเข้า LNG ได้เกือบ 1 ล้านตันต่อปี ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนเชื้อเพลิง และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

โครงการโซลาร์ภาคประชาชนเป็นนโยบายที่มีประโยชน์ต่อประเทศ ทั้งการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าสะอาด ลดการนำเข้าพลังงาน และสร้างการจ้างงานในประเทศ แต่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการเพียงอย่างเดียว

“โจทย์สำคัญคือการบริหารจัดการให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม ตั้งแต่ประชาชนที่ต้องได้รับระบบติดตั้งที่มีคุณภาพ ผู้ประกอบการที่ต้องมีสภาพคล่องเพียงพอในการดำเนินงาน ไปจนถึงหน่วยงานการไฟฟ้าที่ต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน”