
หวั่นขยะล้นเมือง จี้รัฐวางระบบกำจัดซากแผงโซลาร์ รับเป้า 1 ล้านครัวเรือน
ผู้เชี่ยวชาญจี้รัฐเร่งวางระบบรับคืนและรีไซเคิลซากแผงโซลาร์เซลล์ รองรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านครัวเรือน หวั่นขยะอิเล็กทรอนิกส์ตกเป็นภาระประเทศในอนาคต
KEY
POINTS
- โครงการโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านครัวเรือน ถูกตั้งข้อกังวลว่าจะสร้างปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์มหาศาลจากซากแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะหมดอายุในอีก 15-30 ปีข้างหน้า
- มีการเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งวางระบบการจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การรวบรวม การรับคืน ไปจนถึงการกำจัดและรีไซเคิลอย่างถูกวิธี
- มีข้อเสนอให้ภาครัฐนำหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) มาบังคับใช้ เพื่อให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายมีหน้าที่รับผิดชอบในการรับคืนซากผลิตภัณฑ์เมื่อหมดอายุการใช้งาน
เปิดข้อกังวลโครงการโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านครัวเรือน วงเงินอุดหนุน 5 หมื่นล้านบาท นอกจากปัญหาต้นทุนติดตั้งและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง ยังต้องเร่งวางระบบจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และอินเวอร์เตอร์เมื่อหมดอายุ พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบรับคืนและรีไซเคิล ป้องกันพลังงานสะอาดกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ก้อนใหญ่ในอีก 15-30 ปีข้างหน้า
รัฐบาลเดินหน้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ตั้งเป้าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านเรือน 1 ล้านครัวเรือน ด้วยวงเงินสนับสนุน 50,000 ล้านบาท หรือรายละ 50,000 บาท พร้อมเปิดทางให้ประชาชนขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้รัฐในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย หวังลดภาระค่าไฟฟ้าและเร่งขยายการใช้พลังงานสะอาดในภาคครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม การขยายการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จำนวนมากกำลังสร้างโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งวางแผนรองรับตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะการบริหารจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์ที่หมดอายุการใช้งาน ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และภาระด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศในระยะยาว หากไม่มีระบบรับคืนและกำจัดอย่างถูกวิธี
จี้รัฐออกกฎหมาย EPR บังคับผู้ขายรับคืนซากแผงโซลาร์
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า รัฐบาลควรเร่งออกกฎหมายกำหนดให้บริษัทผู้จำหน่ายและติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์มีหน้าที่รับซื้อคืนแผงและอุปกรณ์ที่หมดอายุการใช้งาน เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลหรือกำจัดอย่างถูกวิธี
ทั้งนี้ การส่งเสริมพลังงานสะอาดไม่ควรมุ่งเน้นเพียงจำนวนครัวเรือนที่ติดตั้งหรือปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ แต่ต้องคำนึงถึงการจัดการตลอดวงจรชีวิตของอุปกรณ์ ตั้งแต่การติดตั้ง การใช้งาน ไปจนถึงการรื้อถอนและกำจัดเมื่อหมดอายุ เพื่อไม่ให้ประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องแบกรับภาระขยะอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต
นอกจากนี้ รัฐควรนำหลัก Extended Producer Responsibility (EPR) หรือหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตมาใช้ โดยกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ามีส่วนรับผิดชอบต่อการรับคืนและรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และอินเวอร์เตอร์เมื่อหมดอายุการใช้งาน
เตือนแผงโซลาร์อายุ 15 ปี เสี่ยงขยะอิเล็กทรอนิกส์มหาศาล
ด้านนายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จำนวนมากตามเป้าหมายของรัฐบาล จำเป็นต้องมีแผนรองรับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบ เนื่องจากแผงโซลาร์เซลล์มีอายุการใช้งานประมาณ 15 ปี หรืออาจสั้นกว่านั้นหากเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณภาพต่ำ
หากรัฐบาลสามารถผลักดันให้เกิดการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในระดับ 1 ล้านครัวเรือน จะทำให้มีแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ และแบตเตอรี่เข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาก เมื่ออุปกรณ์เหล่านี้ทยอยหมดอายุการใช้งาน ย่อมสร้างภาระขยะอิเล็กทรอนิกส์มหาศาล หากไม่มีระบบจัดการที่มีประสิทธิภาพ
ดังนั้น ภาครัฐต้องกำหนดมาตรการรองรับอย่างชัดเจน ทั้งกลไกการรับคืนอุปกรณ์ มาตรฐานการรีไซเคิล และการส่งเสริมอุตสาหกรรมรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ เพื่อสร้างระบบจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้การส่งเสริมพลังงานสะอาดกลายเป็นปัญหามลพิษและภาระด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
เสนอ 5 มาตรการ คุมโซลาร์ภาคประชาชนให้ยั่งยืน
นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) หรือแอตต้า กล่าวว่า การประเมินความสำเร็จของโครงการโซลาร์ภาคประชาชนไม่ควรวัดเพียงจำนวนการติดตั้ง 1 ล้านครัวเรือน หรือยอดจำหน่ายอุปกรณ์ แต่ต้องพิจารณาว่าประชาชนสามารถลดค่าไฟฟ้าได้จริง ผู้ประกอบการรายย่อยได้รับโอกาสอย่างเป็นธรรม และประเทศสามารถลดต้นทุนพลังงานได้อย่างยั่งยืน
โดยเสนอให้รัฐบาลดำเนินการ 5 ด้านสำคัญ ได้แก่
- Feasibility ประเมินกำลังติดตั้งจริงและกำหนดเป้าหมายให้เหมาะสมกับศักยภาพแต่ละพื้นที่
- Fair Competition ป้องกันการผูกขาดและกระจายโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าร่วมโครงการ
- Consumer Protection คุ้มครองประชาชนด้วยมาตรฐานติดตั้ง การรับประกัน และข้อมูลระยะเวลาคืนทุนที่โปร่งใส
- Green Sustainability จัดระบบรับคืนและรีไซเคิลอุปกรณ์ตลอดวงจรชีวิต
- Data Transparency เปิดเผยข้อมูลจำนวนติดตั้ง เงินลงทุน ผลประหยัดค่าไฟ และการกระจายงานผ่านระบบติดตามกลาง
นายอดิษฐ์ระบุว่า โครงการนี้ควรสร้างประโยชน์ร่วมกันระหว่างประชาชน ภาคธุรกิจ และประเทศชาติ ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่กับผู้ประกอบการบางกลุ่ม โดยเฉพาะการกำหนดความรับผิดชอบต่อซากแผงโซลาร์และอุปกรณ์ที่หมดอายุ ต้องดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมการติดตั้งตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ
หวั่นโครงการเอื้อรายใหญ่ SMEs แข่งขันยาก
นอกจากปัญหาการจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์แล้ว อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการกระจายโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย โดยนายกิจพณกล่าวว่า เงื่อนไขการวางหลักประกันธนาคาร (Bank Guarantee) วงเงิน 50,000 บาทต่อสัญญาติดตั้ง อาจกลายเป็นอุปสรรคสำหรับผู้รับเหมารายย่อยและทีมช่างขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้
ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่มีความได้เปรียบทั้งด้านเงินทุน เครดิตทางการเงิน บุคลากร และความสามารถในการจัดซื้ออุปกรณ์ ทำให้มีโอกาสได้รับงานจำนวนมาก แม้จะมีผู้ประกอบการขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการกว่า 1,000 ราย แต่ไม่ได้หมายความว่างานจะกระจายอย่างเท่าเทียมกัน
จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดวงเงินค้ำประกัน และนำงบประมาณบางส่วนมาจัดตั้งกองทุนค้ำประกันความเสี่ยงร่วม หรือกองทุนคุ้มครองประชาชนกรณีผู้รับเหมาทิ้งงาน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยเข้าถึงโครงการได้มากขึ้น
ชี้โซลาร์ช่วยลดค่าไฟเฉพาะบ้าน ไม่ได้ลดค่าไฟทั้งประเทศทันที
ด้านนายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า สนับสนุนโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เนื่องจากเป็นมาตรการที่ช่วยเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานและเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ แต่รัฐบาลควรพิจารณาระบบกักเก็บพลังงานหรือแบตเตอรี่สำรองไฟควบคู่กัน เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาใช้ในช่วงเวลาที่จำเป็น โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุไฟฟ้าดับ
อย่างไรก็ตาม การติดตั้งแบตเตอรี่จะทำให้ประชาชนมีต้นทุนเพิ่มขึ้น รัฐจึงควรพิจารณามาตรการสนับสนุนและกำหนดมาตรฐานอุปกรณ์ให้ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความคุ้มค่าของการลงทุน
ทั้งนี้ โครงการโซลาร์ภาคประชาชนจะช่วยลดค่าไฟฟ้าให้กับครัวเรือนที่ติดตั้งระบบได้ แต่ไม่ได้ทำให้ค่าไฟฟ้าทั้งประเทศลดลงโดยอัตโนมัติ เนื่องจากระบบไฟฟ้ายังมีต้นทุนสายส่ง กำลังผลิตสำรอง และการรักษาเสถียรภาพของระบบ
ดังนั้น โจทย์สำคัญของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงการเร่งติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้ครบ 1 ล้านครัวเรือน แต่ต้องวางระบบบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการคุ้มครองผู้บริโภค การกระจายโอกาสทางธุรกิจ และการจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้พลังงานสะอาดสร้างประโยชน์ต่อประเทศได้อย่างแท้จริง โดยไม่ทิ้งภาระขยะอิเล็กทรอนิกส์ไว้ให้คนรุ่นหลัง
หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,250 วันที่ 5 - 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569







