thansettakij
thansettakij
'วิทัย' กางผลงาน 1 ปี มุ่งประคองเศรษฐกิจ ออก 18 มาตรการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

'วิทัย' ผู้ว่า ธปท. ผลงาน 1 ปี ออก 18 มาตรการแก้ปัญหาโครงสร้าง

29 ต.ค. 69 | 09:13 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ต.ค. 69 | 09:31 น.

'วิทัย' ผู้ว่า ธปท. กางผลงาน 1 ปี มุ่งประคองเศรษฐกิจ ออก 18 มาตรการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง จ่อลุยอีก 5 มาตรการ คุมซื้อก่อน จ่ายทีหลัง ดอกเบี้ยไม่เกิน 15%

KEY

POINTS

  • นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. เผยผลงานครบรอบ 1 ปี โดยได้ออกมาตรการเฉพาะจุด 18 มาตรการเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ
  • มาตรการดังกล่าวเน้นแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน, การเข้าถึงสินเชื่อของ SME, การสร้างต้นทุนทางการเงินที่เป็นธรรม และการจัดการเศรษฐกิจสีเทา
  • ตัวอย่างโครงการสำคัญที่ได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ การจัดตั้ง Social AMC เพื่อแก้หนี้เสีย, โครงการ SME Boost ค้ำประกันสินเชื่อ และการปรับลดค่าธรรมเนียมธนาคาร 19 รายการ
  • นอกจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ธปท. ยังใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง และบริหารจัดการค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลังจากเข้ามารับตำแหน่งครบรอบ 12 เดือน ธปท. ได้ทำการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ขององค์กรอย่างชัดเจน จากเดิมที่เน้นการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหาภาคเป็นหลัก มาเป็นการให้ความสำคัญกับการประคับประคองและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตในระดับที่เหมาะสมควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพ 

เนื่องจากบริบททางเศรษฐกิจของประเทศเปลี่ยนไป จากในอดีตที่เคยเติบโตในระดับ 5–7% ลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 2% กว่า โดยปีที่ผ่านมาเติบโตราว 2.4% และปีนี้น่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ซึ่งการเติบโตที่ระดับต่ำต่อเนื่อง ผสานกับอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่า 1% ส่งผลให้รายได้ของภาคธุรกิจและประชาชนเพิ่มขึ้นไม่ทันกับรายจ่าย เกิดปัญหาเงินไม่พอใช้และนำไปสู่ปัญหาหนี้เสีย (NPL) รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในท้ายที่สุด

ใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย ประคองเศรษฐกิจ

นายวิทัย กล่าวว่า ในด้านการดำเนินนโยบายการเงิน ธปท. ได้ปรับใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้น เพื่อประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยใช้เครื่องมือหลักคืออัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งมีการปรับลดดอกเบี้ยลง 2 ครั้ง จาก 1.5% เหลือ 1.0% นับเป็นระดับที่ต่ำเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์ 

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

พร้อมกันนี้ ยังได้ปรับวิธีบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเชิงรุก (Active Management) และออกมาตรการสกัดการเก็งกำไรในตลาดการเงิน ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับ 31.4 บาทต่อดอลลาร์ สู่ระดับประมาณ 33.7 บาทต่อดอลลาร์ หรืออ่อนค่าลงราว 6.7-7% ซึ่งช่วยสนับสนุนภาคการส่งออกและระบบเศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ธปท. ยังมีความร่วมมือและการประสานนโยบายอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการคลังในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจร่วมกัน

คลอด 18 มาตรการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

สำหรับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ธปท. ได้ดำเนินงานผ่านบทบาทการกำกับดูแลสถาบันการเงิน โดยได้ผลักดันมาตรการเฉพาะจุดออกไปแล้วถึง 18 มาตรการ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของ SME การสร้างต้นทุนทางการเงินที่เป็นธรรม และการจัดการปัญหาเศรษฐกิจเทา 

ตัวอย่างโครงการสำคัญ ได้แก่ การจัดตั้ง Social AMC เพื่อดำเนินโครงการแก้หนี้ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้" ซึ่งช่วยปรับโครงสร้างหนี้เสียขนาดเล็กไม่เกิน 1 แสนบาทไปแล้วเกือบ 200,000 ราย โครงการ SME Boost ที่นำเงินจากกองทุน FID มาค้ำประกันสินเชื่อใหม่ ซึ่งอนุมัติวงเงินเต็มจำนวน 80,000 ล้านบาท การจำกัดการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ซึ่งช่วยลดยอดถอนเงินสดก้อนใหญ่ลงได้ถึง 50% รวมถึงการปรับลดค่าธรรมเนียมธนาคาร 19 รายการ ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้ราว 8,000 ล้านบาทต่อปี

ลุยออก 5 มาตรการคุมซื้อขายทอง-BNPL

ส่วนในระยะใกล้นี้ ธปท. เตรียมคลอดมาตรการใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยคาดว่าจะทยอยประกาศและเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงเดือนมีนาคม 2570 เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

การควบคุมการซื้อขายทองคำด้วยเงินสดวงเงินตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อปราบปรามการฟอกเงินและสกัดกั้นเส้นทางการเงินของธุรกิจสีเทา โดยกำหนดให้เปลี่ยนไปใช้ระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือการโอนเงินผ่านระบบธนาคารแทน 

การกำกับดูแลบริการ Buy Now Pay Later (BNPL) จัดกลุ่มบริการ "ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง" ให้อยู่ภายใต้ใบอนุญาตสินเชื่อส่วนบุคคลชนิดใหม่ โดยกำหนดวงเงินกู้ไม่เกิน 20,000 บาท ผ่อนชำระไม่เกิน 6 เดือน และกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 15% ต่อปี เพื่อป้องกันการสร้างหนี้เกินตัวในกลุ่มวัยรุ่นและผู้เริ่มทำงาน

การเปิดรับฟังความคิดเห็นเกณฑ์การออกเกณฑ์บริการ Stablecoin (THB Stablecoin) เพื่อยกระดับนวัตกรรมการชำระเงินดิจิทัลและเปิดทางให้ภาคเอกชนนำมาปรับใช้ภายใต้โครงสร้างการกำกับดูแลที่ปลอดภัย

การยกเว้นและลดค่าธรรมเนียมการตรวจสอบเครดิตบูโร (Credit Bureau) กำหนดเงื่อนไขเปิดให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลเครดิตฟรีปีละ 2 ครั้ง เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและวางแผนการบริหารจัดการหนี้ของตนเองได้ดียิ่งขึ้น

การยกระดับการกำกับดูแลตัวแทนแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศ (Money Changer) การปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐานขั้นสูงเพื่อควบคุมร้านรับแลกเงินกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ป้องกันช่องโหว่การใช้ Money Changer เป็นแหล่งฟอกเงินหรือเคลื่อนย้ายเงินทุนผิดกฎหมายออกนอกประเทศ