
ชาวไร่อ้อยลุ้นเงินช่วย 7,081 ล้าน รัฐจ่อหนุนตัดอ้อยสด 69 บาทต่อตัน
สอน. จ่อของบกลาง 7,081 ล้าน อุ้มชาวไร่อ้อยตัดสด ลุ้นราคาอ้อยปี 69/70 สูงกว่าปีก่อน รับแรงหนุนตลาดโลก เร่งรับมือฮาลาลอินโดนีเซีย-มาตรการสิ่งแวดล้อม EU
KEY
POINTS
- สอน. เตรียมเสนอของบกลางวงเงิน 7,081 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินสนับสนุนให้เกษตรกรที่ตัดอ้อยสดในอัตรา 69 บาทต่อตัน
- มาตรการสนับสนุนการตัดอ้อยสดเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายลดการเผาอ้อย เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และรักษามาตรฐานการส่งออก
- นอกจากเงินช่วยเหลือแล้ว แนวโน้มราคาอ้อยขั้นต้นในปีนี้คาดว่าจะสูงกว่าปีก่อนที่ตันละ 890 บาท เนื่องจากราคาน้ำตาลในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยหลังลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ครั้งที่ 1 เตรียมความพร้อมเกษตรกรและโรงงานน้ำตาลก่อนเปิดหีบปีการผลิต 2569/2570 ที่จ.นครสวรรค์ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมเสนอของบกลางรัฐบาลวงเงินประมาณ 7,081 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินสนับสนุนตัดอ้อยสดฤดูการผลิต 2568/2569 ซึ่งคาดว่าจะสนับสนุนได้ในอัตรา 69 บาทต่อตัน ส่วนเงินเพิ่มอีก 51 บาทต่อตัน จะนำหารือคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เพื่อพิจารณาแหล่งเงินและแนวทางดำเนินการต่อไป
ทั้งนี้ สำหรับแนวโน้มราคาและตลาดน้ำตาล โดยสถานการณ์การส่งออกน้ำตาลจากฝั่งยุโรปและบราซิลในปีนี้ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา แต่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจน ใกล้แตะระดับ 20 เซนต์ต่อปอนด์ จากปีที่แล้วอยู่ที่ 13–16 เซนต์ต่อปอนด์ รวมถึงการใช้เอทานอลและราคาของกากน้ำตาลที่มีแนวโน้มดีขึ้น ส่งผลดีต่อปัจจัยการคำนวณราคาอ้อยที่คาดว่าราคาอ้อยขั้นต้นของเกษตรกรในปีนี้จพสูงกว่าปีที่แล้ว ที่เคยได้รับอยู่ที่ 890 บาทต่อตัน
ส่วนนโยบายสิ่งแวดล้อมนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงมุ่งนโยบายลดการเผาอ้อยอย่างเข้มงวด โดยผลการดำเนินงานล่าสุดพบว่า สถิติการเผาอ้อยลดลงเหลือเพียง 3.8% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 10–15% อย่างมาก ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าอ้อยไทยไม่ใช่ จำเลยสังคมในเรื่องฝุ่น PM 2.5 อีกต่อไป
รวมถึงเป้าหมายควบคุมสถิติในช่วง 7 วันอันตรายของฤดูกาลหีบอ้อย โดยต้องรักษาระดับเปอร์เซ็นต์การเผาอ้อยทั้งรายวันและยอดรวมให้อยู่ในระดับต่ำไม่เกินกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อรักษามาตรฐานอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทย โดยตั้งเป้าคุมอ้อยเผาตลอดฤดูไม่เกิน 5% ของอ้อยเข้าหีบทั่วประเทศ
การไม่เผาอ้อยไม่ใช่เพียงเรื่องของการลดฝุ่น PM2.5 แต่ยังเกี่ยวข้องกับอนาคตของการส่งออกน้ำตาลไทย เพราะตลาดต่างประเทศให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวได้ อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
นอกจากนี้ สอน.อยู่ระหว่างปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพอ้อยตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อยกระดับคุณภาพวัตถุดิบและเพิ่มผลผลิตน้ำตาล โดยในการจัดกิจกรรมลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ครั้งที่ 1 ได้เชิญผู้แทนจากสหภาพยุโรป (EU) และองค์กรศาสนาอิสลามแห่งประเทศไทย มาร่วมให้ความรู้และชี้แจงเกี่ยวกับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) และมาตรฐานฮาลาลรูปแบบใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
โดยเฉพาะมาตรฐานฮาลาลใหม่ที่ประเทศอินโดนีเซียเตรียมประกาศใช้บังคับในเดือนมี.ค. 2570 ซึ่งปัจจุบันโรงงานน้ำตาลในประเทศไทยทั้ง 58 แห่ง ได้มีการเตรียมความพร้อมและรับรู้มาตรการดังกล่าวล่วงหน้าแล้ว เพื่อให้การส่งออกน้ำตาลไทยสามารถขยายตัวและเป็นไปตามมาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน สำหรับฤดูการผลิต 2569/2570 คณะกรรมการอ้อยจัดสรรประมาณการอ้อยเข้าหีบไว้ที่ 97.02 ล้านตัน ลดลงจากฤดูก่อนหน้า
นายใบน้อย กล่าวอีกว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยมีพื้นที่ปลูกประมาณ 10 ล้านไร่ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมอุตสาหกรรมต่อเนื่องกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี ฤดูการผลิต 2568/2569 มีอ้อยเข้าหีบ 105.86 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลได้มากกว่า 12 ล้านตัน และส่งออกประมาณ 80% ของผลผลิตทั้งหมด ทำให้รายได้อุตสาหกรรมเชื่อมโยงกับราคาน้ำตาลโลกและอัตราแลกเปลี่ยน
นายสาโรช ศรีใส ผู้จัดการโครงการ คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวในเวทีเสวนาเรื่องกติกาสิ่งแวดล้อม EU และมาตรฐานฮาลาลว่า มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมีบทบาทต่อการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น โดยมี 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ CBAM มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ,EUDR กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า และ CSDDD ข้อกำหนดความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน แม้อ้อยและน้ำตาลทรายยังไม่อยู่ในกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก CBAM และ EUDR แต่ผู้ประกอบการควรเตรียมรับผลกระทบทางอ้อม ทั้งต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิต การตรวจสอบย้อนกลับแหล่งวัตถุดิบ ตลอดจนข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน
"แนวทางปรับตัวคือหลัก 3 ส. ได้แก่ สถิติ สะอาด และสร้างความร่วมมือ โดยจัดเก็บข้อมูลการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นระบบ ลดการเผาและปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างเครือข่ายเข้าถึงเทคโนโลยีและแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Financing) เพื่อเพิ่มโอกาสแข่งขันในตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน"
นายอุสมาน งามสมชาติ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า การรับรองฮาลาลไม่ได้พิจารณาเฉพาะวัตถุดิบ แต่ครอบคลุมความสะอาด กระบวนการผลิต การควบคุมสิ่งปนเปื้อน รวมถึงสารเคมี เอนไซม์ และสารช่วยในกระบวนการผลิต ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกไปยังอินโดนีเซีย ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต้องศึกษาข้อกำหนดการรับรองของแต่ละประเทศ พร้อมเตรียมบุคลากรและระบบควบคุมคุณภาพให้สอดคล้องกับตลาดปลายทาง







