thansettakij
thansettakij
อุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาลเร่งทรานส์ฟอร์ม ใช้ AI เชื่อมข้อมูลสร้างโอกาสใหม่

อุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาลเร่งทรานส์ฟอร์ม ใช้ AI เชื่อมข้อมูลสร้างโอกาสใหม่

17 ก.ค. 69 | 07:25 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ก.ค. 69 | 07:28 น.

AI ปฏิรูปอุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาล ยกระดับทั้งห่วงโซ่สู่เศรษฐกิจดิจิทัล เชื่อมข้อมูลต้นน้ำถึงตลาดโลก ดันไทยก้าวเข้าสู่ Smart Industry

KEY

POINTS

  • คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ยกระดับการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มโอกาสและขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • การใช้ AI ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ (ช่วยเกษตรกรวางแผนเพาะปลูกและลดการเผาอ้อย) กลางน้ำ (ช่วยโรงงานวิเคราะห์กระบวนการผลิต) และปลายน้ำ (ช่วยพยากรณ์นโยบายและแนวโน้มตลาด)
  • โครงการนี้เป็นความร่วมมือกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูล พัฒนาเครื่องมือใหม่ๆ และยกระดับทักษะบุคลากร

นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับกลไกการขับเคลื่อนการบริหารด้วยข้อมูล (Data Driven) เพื่อเพิ่มโอกาส เติมทุน และเพิ่มสภาพคล่องอุตสาหกรรมไทยภายใต้โครงการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางวิกฤตความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และกระแสการปรับตัวสู่ BCG Economy Model 

การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้เท่าทันและตอบสนองต่อการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลถือได้ว่าเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ดังกล่าว จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ อย่างแม่นยำ 

ดัน AI วางแผนปลูก-ตรวจจับความร้อน

โดยต้นน้ำ AI ได้เข้ามาช่วยพยากรณ์สภาพอากาศ ช่วยเกษตรกรวางแผนการปลูกและการตรวจจับจุดความร้อน (Heat Map) เพื่อลดปัญหาการเผาอ้อย ส่วนกลางน้ำ จะช่วยโรงงานน้ำตาลวิเคราะห์กระบวนการผลิต ลดการสูญเสียทรัพยากร และปลายน้ำ จะช่วยในการพยากรณ์เชิงนโยบายและติดตามแนวโน้มการบริโภคน้ำตาลทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจได้อย่างชัดเจน 

การดำเนินงานของ สอน. สอดรับกับวิสัยทัศน์ตามแผนปฏิบัติราชการดิจิทัล สอน. พ.ศ. 2566 - 2570 ในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลที่มีระบบนิเวศดิจิทัลที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับบริการดิจิทัลที่ยึดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง (User-Centric) และมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตให้กับบุคลากรของหน่วยงาน

อุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาลเร่งทรานส์ฟอร์ม ใช้ AI เชื่อมข้อมูลสร้างโอกาสใหม่

 

นายภัทรพล ลิ้มภักดี รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานว่า ได้ขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การเป็นหน่วยงานอัจฉริยะใน 3 มิติหลัก คือ การปฏิรูปกระบวนการทำงานสู่ดิจิทัล (Digital Core) การเชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ (Data Integration) และการสร้างนวัตกรรม AI เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ภายใต้แผนปฏิบัติการดิจิทัล พ.ศ. 2569 - 2572

อย่างไรก็ดี ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว สมอ. ได้นำข้อมูลทะเบียนใบอนุญาตและการวางแผนตรวจสถานที่ มาผสานเข้ากับเทคโนโลยี AI พัฒนาเป็นระบบ Risk Assessment Dashboard เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการทำผิดกฎระเบียบและจัดอันดับความเสี่ยง (Risk Level) แยกรายภาคอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยให้ สมอ. สามารถกำกับดูแลและตรวจสอบได้อย่างตรงจุด โปร่งใส และลดความซ้ำซ้อน 

พัฒนาระบบตรวจสอบ-มาตรฐาน มอก.

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันพัฒนาระบบตรวจสอบ รับรอง และติดตามมาตรฐาน มอก. 152 มาตรฐาน แบบออนไลน์ รวมถึงการนำ AI Social Listening เข้ามาช่วยเฝ้าระวังและติดตามผลิตภัณฑ์บังคับ เพื่อคุ้มครองและป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพของผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที

แผนการปฏิรูปของ สมอ. จะมุ่งเน้นระบบกลางที่รวมข้อมูลฐานทะเบียน มอก., กระบวนการ e-License, e-Surveillance และ TISI-NSW เข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมาย 3 ด้าน คือ SPEED ความรวดเร็ว, TRANSPARENCY ความโปร่งใส และ SAFETY ความปลอดภัยได้มาตรฐานสากล เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาโครงการใหญ่ในอนาคต เช่น AI Expert System ในปี 2570 เพื่อยกระดับการประเมินความเสี่ยงโรงงาน และระบบ SMART TISI สำหรับการเฝ้าระวังตลาดเชิงรุก ก่อนจะก้าวสู่ระบบหน่วยงานอัจฉริยะที่ตัดสินใจด้วยข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven Decision Making) อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2572

จากผลการดำเนิน โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการนำร่องเพื่อการต่อยอดและพัฒนาในส่วนถัดไป โดยได้จัดตั้งคณะทำงานวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงขึ้นมาประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ท่าน เพื่อพัฒนาศูนย์กลางจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลกลาง (Data Management Platform), AI Dashboard สำหรับการวิเคราะห์ผลเชิงบริหารแบบ Real-Time, AI Chatbot ผู้ช่วยอัจฉริยะบริการประชาชน 24 ชั่วโมง, ระบบพยากรณ์เชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการเกษตร และระบบ Smart Alert แจ้งเตือนความเสี่ยงเชิงลึก 

อุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาลเร่งทรานส์ฟอร์ม ใช้ AI เชื่อมข้อมูลสร้างโอกาสใหม่

 

นอกจากนี้ โครงการยังประสบความสำเร็จในมิติการพัฒนาบุคลากรและการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ โดยตลอดระยะเวลาดำเนินงานได้มีการจัดกิจกรรมสัมมนาและถ่ายทอดองค์ความรู้รวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ 6 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา นครสวรรค์ ชลบุรี และกาญจนบุรี โดยมีเกษตรกรชาวไร่อ้อย ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 1,492 คน พร้อมทั้งสามารถอบรมพัฒนาทักษะวิศวกรข้อมูล (Data Engineer) เจ้าหน้าที่ผู้ใช้งานระบบ และผู้ดูแลระบบเชิงลึก (Admin) ในหน่วยงานสมอ.และสอน.ได้รวมกว่า 170 คน ซึ่งบุคลากรเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ระบบดิจิทัลต่อไป 

สำหรับการยกระดับกลไกการขับเคลื่อนการบริหารด้วยข้อมูล มีผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายภาคส่วนรวมกว่า 600 คน ซึ่งประกอบด้วย เกษตรกรชาวไร่อ้อย ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาล ภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง หน่วยงานภาครัฐ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้รับการอบรมปฏิบัติการ (Workshop) หัวข้อ AI Smart Services & Design Your Agent ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนได้เปิดประสบการณ์ทดลองใช้งานระบบ AI Chatbot และ AI Industrial Butler ผ่านโทรศัพท์มือถือโดยตรง เพื่อรับฟังความคิดเห็นและนำแนวคิดเชิงนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจต่อไปอย่างยั่งยืน 

กระทรวงอุตสาหกรรม โดย สอน. และ สมอ. มุ่งเดินหน้าต่อยอดระบบปัญญาประดิษฐ์และการบริหารจัดการด้วยข้อมูลร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบบริการภาครัฐที่ล้ำสมัย รวดเร็ว โปร่งใส และปลอดภัย นำพาอุตสาหกรรมไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นคงในระดับโลกสืบไป