thansettakij
thansettakij
เปิดโมเดลเกษตรลด PM2.5 ‘ย่อยฟางด้วยจุลินทรีย์’ ลดเผา ฟื้นดิน ลดต้นทุน

เปิดโมเดลเกษตรลด PM2.5 ‘ย่อยฟางด้วยจุลินทรีย์’ ลดเผา ฟื้นดิน ลดต้นทุน

15 ส.ค. 69 | 10:33 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ส.ค. 69 | 10:33 น.

กรมวิชาการเกษตรชู ‘จุลินทรีย์ย่อยฟาง’ ทางรอดเกษตรกร ลดเผา-ลด PM2.5 ฟื้นดิน เดินหน้าเปลี่ยนเศษวัสดุเป็นอาหารดิน ดันผลผลิตข้าวแตะ 1,000 กิโลกรัม/ไร่

KEY

POINTS

  • กรมวิชาการเกษตรส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าว เพื่อเป็นทางเลือกในการลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมและแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5
  • การย่อยสลายฟางด้วยจุลินทรีย์ช่วยฟื้นฟูบำรุงดิน โดยเพิ่มอินทรียวัตถุ ทำให้ดินร่วนซุยและอุดมสมบูรณ์ขึ้น
  • เกษตรกรที่นำไปใช้จริงสามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี อีกทั้งยังช่วยให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มสูงขึ้น

นางสุปรานี มั่นหมาย นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าวเป็นอีกทางเลือกสำคัญในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร 

เพราะนอกจากช่วยลดการเผาและปัญหาฝุ่น PM2.5 ยังช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์และอุ้มน้ำได้ดีขึ้น รวมทั้งช่วยลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว

สำหรับการใช้หัวเชื้อ ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าวประมาณ 1–1.5 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านให้ทั่วแปลงหลังเก็บเกี่ยว หากมีฟางมาก ให้ผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยยูเรีย 5 กิโลกรัมต่อไร่ หากมีฟางปานกลาง ใช้ 3 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วปล่อยให้จุลินทรีย์ทำงาน 5–7 วัน ก่อนเตรียมแปลงปลูก

ลดการเผาพื้นที่เกษตรกรรม

ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินโครงการขยายผลการผลิตการใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ เพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ผลจากการนำไปใช้ในพื้นที่จริง สะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ของแนวทางดังกล่าว 

นายไกรทอง ลุนไทโย ประธานศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS หมู่ที่ 10 บ้านด่านพัฒนา ตำบลเขาชนกัน อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ หนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่พิสูจน์ผลสำเร็จ กล่าวว่า จากเดิมที่เคยเผาตอซัง ปัจจุบันปรับเปลี่ยนมาใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายฟาง และเปิดพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ให้เกษตรกรเข้ามาศึกษาดูงานและรับหัวเชื้อไปใช้

เปิดโมเดลเกษตรลด PM2.5 ‘ย่อยฟางด้วยจุลินทรีย์’ ลดเผา ฟื้นดิน ลดต้นทุน

 

หลังทดลองใช้ในฤดูนาปี 2568 พบว่าฟางและตอซังย่อยสลายได้ตามเป้าหมาย ดินมีความร่วนซุยและความชื้นดีขึ้น เมื่อนำพื้นที่ไปปลูกข้าวโพดและอ้อยหลังนา พืชเจริญเติบโตดีและให้ผลผลิตสูงกว่าวิธีเดิมที่ใช้การเผาฟางและพึ่งพาปุ๋ยเคมี ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่จำนวนมากเริ่มเลิกเผา และหันมาใช้จุลินทรีย์แทนอย่างต่อเนื่อง

นายมนัส ธูปเมฆ เกษตรกรบ้านต่อใต้ ตำบลเทิดศักดิ์ อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งได้นำจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าวมาใช้ พบว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น ลดต้นทุนปุ๋ยและสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และผลผลิตเพิ่มจากเดิม 600–700 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 800–1,000 กิโลกรัมต่อไร่

นางรสสุคนธ์ อ่อนอุไท เกษตรกรต้นแบบ กล่าวว่าต้นข้าวแข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะระบบรากและการแตกกอ จึงพัฒนาแปลงของตนเองเป็นแปลงต้นแบบเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขยายผลสู่เกษตรกรรายอื่น

ลดใช้ปุ๋ย-ลดปัญหาวัชพืช

นางวาสนา ศรีอันยู้ สมาชิกนาแปลงใหญ่ ได้ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ในพื้นที่ 20 ไร่เช่นกัน พบว่าต้นข้าวเจริญเติบโตดีกว่าแปลงที่ไม่ได้ใช้ และสามารถลดการฉีดสารป้องกันกำจัดแมลง พร้อมลดการใช้ปุ๋ยและลดปัญหาวัชพืช ทำให้ต้นข้าวแข็งแรงขึ้น

นางกุลธิดา ดอนอยู่ไพร นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการ สวพ.2 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เกษตรกรยังเผาฟาง เพราะสะดวกและรวดเร็ว กรมวิชาการเกษตรจึงจัดทำแปลงต้นแบบ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อให้เห็นผลจากการลงมือทำจริง

เลิกเผาไม่ได้แปลว่าต้องเสียเวลา แต่คือการเปลี่ยนฟางให้เป็นอาหารของดินการย่อยสลายตอซังและฟางด้วยจุลินทรีย์ช่วยให้วัสดุเหลือใช้จากการเก็บเกี่ยวกลับคืนสู่ผืนดินในรูปอินทรียวัตถุและธาตุอาหาร ลดการเผา ลดฝุ่น PM2.5 ฟื้นฟูดิน ลดต้นทุน และสร้างโอกาสให้เกษตรกรผลิตพืชได้อย่างยั่งยืน