
เปิดโจทย์ฮาลาลอินโดนีเซีย กฎใหม่ สะเทือนส่งออกไทยเร่งปรับทั้งห่วงโซ่
“หทัยชนก” ผอ. สคต. จาการ์ตา เผยอินโดนีเซียจ่อบังคับใช้กฎฮาลาลใหม่ 18 ต.ค. 69 แนะผู้ส่งออกไทยปรับตัว หวั่นลำไย-ผลไม้แปรรูปสะดุด พร้อมเดินหน้า MRA ขยายความร่วมมือฮาลาล ลดอุปสรรคการค้า
KEY
POINTS
- อินโดนีเซียเตรียมบังคับใช้กฎระเบียบฮาลาลฉบับใหม่ในวันที่ 18 ต.ค. 69 ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยที่ต้องปรับตัวตลอดห่วงโซ่อุปทาน
- กฎใหม่ขยายขอบเขตการรับรองฮาลาลครอบคลุมสินค้าที่ไม่เคยต้องขอมาก่อน เช่น ผลไม้สดเคลือบแว็กซ์ (กระทบส่งออกลำไย) ผลไม้แปรรูป รวมถึงบรรจุภัณฑ์และคลังสินค้า
- ไทยเร่งเจรจาขยายความตกลงยอมรับร่วม (MRA) ด้านฮาลาลกับอินโดนีเซียเพิ่มอีก 5 สาขา และให้ความรู้ผู้ประกอบการเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ
ตลาดอินโดนีเซียกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญด้านมาตรฐานฮาลาล หลังเตรียมบังคับใช้กฎระเบียบฮาลาลฉบับใหม่ในวันที่ 18 ต.ค. 69 ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการต่างประเทศต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการตรวจสอบและรับรองตลอดห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น "ฐานเศรษฐกิจ" ได้สัมภาษณ์ นางหทัยชนก สีวะรา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ กรุงจาการ์ตา ถึงแผนรับมือแนะผู้ส่งออกไทยต้องเร่งศึกษากฎใหม่ พร้อมเดินหน้าขยายความร่วมมือ MRA ครอบคลุมสินค้า
นางหทัยชนก กล่าวว่า อินโดนีเซียจะเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบ ซึ่งสำนักงานฯ ได้เร่งประสานและหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชน เพื่อประเมินอุปสรรคในทางปฏิบัติและเตรียมผู้ประกอบการไทยให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้อย่างต่อเนื่อง
โดยช่วงวันที่ 22 ก.ย. 69 ที่ผ่านมา สคต. ณ กรุงจาการ์ตา ได้หารือร่วมกับสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร ประจำกรุงจาการ์ตา และผู้แทนทางการทูตจากออสเตรเลีย เวียดนาม และญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนข้อกังวลต่อกฎระเบียบฮาลาลฉบับใหม่ โดยประเด็นที่ภาคส่วนต่าง ๆ กังวล ได้แก่ ความไม่ชัดเจนของข้อกำหนดด้านการติดฉลากสินค้า ขั้นตอนการตรวจสอบ ตลอดจนเอกสารก่อนการจัดส่งที่อาจเพิ่มภาระด้านต้นทุนและเวลา รวมถึงการเชื่อมโยงระบบรับรองฮาลาลของหน่วยงานต่างประเทศกับสำนักงานบริหารจัดการการคุ้มครองผลิตภัณฑ์ฮาลาลของอินโดนีเซีย หรือ BPJPH
ทั้งนี้ ผลการหารือทุกฝ่ายเห็นพ้องที่จะติดตามท่าทีและขอคำชี้แจงเพิ่มเติมจากทางการอินโดนีเซียอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความชัดเจนในทางปฏิบัติและลดผลกระทบต่อการค้า
ผลไม้สดบางประเภท ต้องขอฮาลาล
นางหทัยชนก กล่าวว่า อีกประเด็นที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือสินค้าผักและผลไม้ เนื่องจากหลักเกณฑ์ใหม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการปรับสภาพสินค้า โดยผักและผลไม้สดที่ไม่ผ่านการแปรรูปยังอยู่ในบัญชีสินค้าที่ได้รับการยกเว้นตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง แต่ผลไม้อบแห้ง ผลไม้แช่แข็งที่มีสารเติมแต่ง หรือผลไม้สดที่ผ่านการเคลือบแว็กซ์ อาจเข้าข่ายต้องได้รับการรับรองฮาลาล
ทั้งนี้ จากการหารือกับบริษัท SHB Group ซึ่งเป็นผู้นำเข้าผลไม้รายใหญ่ของอินโดนีเซีย พบว่า สินค้าผักและผลไม้สดที่ผ่านการปรับสภาพ เช่น การเคลือบแว็กซ์หรือการใช้สารเคมี รวมถึงผลไม้แช่แข็ง ผลไม้อบแห้ง วัสดุบรรจุภัณฑ์ และคลังสินค้าจัดเก็บสินค้า จะต้องพิจารณาข้อกำหนดด้านฮาลาลตั้งแต่ประเทศต้นทาง โดยยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการบันทึกวิดีโอกระบวนการผลิตเพื่อยืนยันการปลอดการปนเปื้อนก่อนขึ้นทะเบียนตลอดห่วงโซ่อุปทาน
โดยประเด็นนี้ มีความสำคัญต่อผู้ส่งออกผลไม้ไทย โดยเฉพาะลำไยสด ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปอินโดนีเซีย ซึ่งช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ไทยส่งออกลำไยสดไปอินโดนีเซียรวม 42,206.8 ตัน มูลค่า 94.93 ล้านดอลลาร์
ผู้นำเข้ากังวลขึ้นทะเบียนกว่า 880 รายการ
นอกจากสินค้าแล้ว ขั้นตอนด้านการขึ้นทะเบียนยังเป็นอีกประเด็นที่ภาคเอกชนต้องเร่งรับมือ โดย SHB Group แจ้งว่า มีสินค้าที่ต้องขึ้นทะเบียนเป็นรายแบรนด์และรายโรงคัดบรรจุรวมกว่า 880 รายการ และมีความกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการปรับปรุงใบรับรองฮาลาลของกลุ่มสินค้าบรรจุภัณฑ์ใหม่จากจีน รวมถึงความไม่ชัดเจนของแนวปฏิบัติภายใต้กฎระเบียบใหม่
บริษัทจึงกำหนดให้การขอรับรองมาตรฐานฮาลาลสำหรับคลังสินค้าและการทยอยขึ้นทะเบียนสินค้าทั้งหมดเป็นภารกิจเร่งด่วน พร้อมประสานติดตามความชัดเจนจาก BPJPH และสถาบัน LPPOM อย่างใกล้ชิด
สำหรับผู้ประกอบการไทย สคต. ณ กรุงจาการ์ตา มองว่าควรเร่งศึกษากฎระเบียบใหม่ตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะกระบวนการผลิต การรักษาคุณภาพสินค้า วัสดุและกระบวนการบรรจุ การจัดเก็บ รวมถึงการจัดเตรียมเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสินค้าติดขัดหลังมาตรการมีผลบังคับใช้
ไทยเดินหน้าขยาย MRA เพิ่ม 5 สาขา
นายหทัยชนก ระบุว่า นอกจากนี้ไทยยังเดินหน้าสร้างกลไกความร่วมมือด้านฮาลาลกับอินโดนีเซีย เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า โดยเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ CICOT ได้หารือกับ Prof. Haikal Hassan หัวหน้าหน่วยงาน BPJPH ของอินโดนีเซีย โดยตนได้เข้าร่วมสังเกตการณ์
จากการหารือมีเป้าหมายขยายขอบข่ายความร่วมมือด้านฮาลาล จากเดิม 5 สาขา ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เคมี และบริการบรรจุภัณฑ์ เพิ่มอีก 5 สาขา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาและเภสัชภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ สินค้าอุปโภค บริการคลังสินค้า และบริการกระจายสินค้า
นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาต่ออายุความตกลงยอมรับร่วม หรือ MRA ระหว่าง CICOT และ BPJPH ออกไปอีก 10 ปี รวมถึงผลักดันให้ CICOT เป็นหน่วยงานรับรองมาตรฐานฮาลาลของไทยเพียงหน่วยงานเดียวที่ได้รับการรับรองจาก BPJPH
สคต.เร่งให้ความรู้ผู้ส่งออก
ทั้งนี้ ทางสคต. ได้มีการจัดกิจกรรม Online Briefing ร่วมกับ KSO SCISI Thailand ซึ่งเป็นองค์กรร่วมทุนด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานของอินโดนีเซีย ในหัวข้อ “Indonesia Export Requirements & Pre-Import Halal Conformity Verification” เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าใจกฎระเบียบใหม่และขั้นตอนปฏิบัติ ข้อมูลเกี่ยวกับ BPJPH Regulation No.4 of 2026 รวมถึงกลไกการตรวจสอบความสอดคล้องของผลิตภัณฑ์ฮาลาลก่อนการนำเข้า หรือ LPPH Mechanism และการตรวจสอบสภาพสินค้าทางเทคนิคก่อนส่งออก หรือ VPTI เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยเตรียมความพร้อมได้อย่างถูกต้องก่อนกฎระเบียบใหม่มีผลบังคับใช้
ขณะเดียวกัน สิ่งที่ผู้ส่งออกไทยต้องเร่งดำเนินการในระยะนี้ คือตรวจสอบกระบวนการผลิตและการปรับสภาพสินค้า ทบทวนวัสดุบรรจุภัณฑ์และการจัดเก็บ ตรวจสอบสถานะใบรับรองฮาลาล รวมถึงเตรียมเอกสารและหลักฐานที่อินโดนีเซียกำหนด โดยเฉพาะสินค้าที่เดิมอาจเข้าใจว่าได้รับการยกเว้น แต่เมื่อมีการปรับสภาพหรือเติมส่วนผสมแล้วอาจเปลี่ยนสถานะและต้องเข้าสู่กระบวนการรับรองฮาลาล
อย่างไรก็ตาม สคต. ณ กรุงจาการ์ตาจะติดตามความชัดเจนจาก BPJPH และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวได้ทันก่อนวันที่ 18 ตุลาคม 2569 และรักษาความต่อเนื่องของการส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย





