thansettakij
thansettakij
จับตาตลาดฮาลาล อินโดฯ งัดกฎใหม่คุมนำเข้า สะเทือนส่งออกไทยต้นทุนพุ่ง

จับตาตลาดฮาลาล อินโดฯ งัดกฎใหม่คุมนำเข้า สะเทือนส่งออกไทยต้นทุนพุ่ง

05 ต.ค. 69 | 12:25 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ต.ค. 69 | 12:26 น.

ตลาดฮาลาลเติบโตแรง ชี้ 6 กลุ่มอุตสาหกรรมมูลค่าพุ่ง เอกชนจับตาอินโดนีเซียเตรียมบังคับใช้กฎใหม่ คุมเข้มสินค้านำเข้า ผู้ส่งออกแบกต้นทุนสูงขึ้น ผู้ประกอบการรายเล็กชะงัก จี้รัฐเร่งเจรจาด่วน

KEY

POINTS

  • อินโดนีเซียเตรียมบังคับใช้กฎหมายรับรองฮาลาลฉบับใหม่ ซึ่งกำหนดให้สินค้านำเข้าต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานของอินโดนีเซียโดยตรงเท่านั้น
  • กฎใหม่ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้เจ้าหน้าที่จากอินโดนีเซียเดินทางมาตรวจสอบโรงงานในประเทศไทย
  • มาตรการดังกล่าวสร้างอุปสรรคทางการค้าและอาจทำให้การส่งออกชะงักงัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและรายใหม่ที่ต้องการเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย

"ตลาดฮาลาล" กำลังขยายตัวตามจำนวนประชากรมุสลิมทั่วโลก ที่มีมากกว่า 2,000 ล้านคน หรือประมาณ 25% ของประชากรโลก จากรายงาน State of the Global Islamic Economy ระบุว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคมุสลิมใน 6 กลุ่มเศรษฐกิจ ได้แก่ อาหาร ยา เครื่องสำอาง แฟชั่น การท่องเที่ยว สื่อและนันทนาการ มีมูลค่าสูงถึง 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3.56 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2572

ตลาดฮาลาลขยายตัวแรง

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า กลุ่มประชากรมุสลิมเติบโตเร็วมากในตะวันออกกลางและแอฟริกาตามหลักศาสนา อุตสาหกรรมต่าง ๆ ต้องหันมาให้ความสำคัญกับตลาดมุสลิมมากขึ้น ทำให้ตลาดฮาลาลขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย

สินค้าที่จะส่งออกไปยังประเทศมุสลิมต้องมีมาตรฐานฮาลาลรองรับ หากเป็นร้านอาหารภายในประเทศ เมื่อผู้บริโภคเห็นป้ายฮาลาลก็สามารถสร้างความมั่นใจให้เข้าใช้บริการได้ แต่หากเป็นการส่งออกข้ามประเทศ สินค้าจะต้องผ่านด่านและมีเอกสารรับรองมาตรฐานอย่างเป็นทางการ

ในภูมิภาคอาเซียนฐานลูกค้ากลุ่มใหญ่ของตลาดฮาลาล คือ มาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศมุสลิมที่มีประชากรสูงถึง 280 ล้านคน กำลังดึงดูดผู้ผลิตและผู้ส่งออกทั่วโลก แต่กฎระเบียบด้านการรับรองฮาลาลฉบับใหม่ของอินโดนีเซียกำลังสร้างภาระด้านต้นทุนและระยะเวลาให้แก่ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก

ทั้งนี้ อินโดนีเซียเตรียมบังคับใช้กฎการรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาล เริ่มในช่วงกลางเดือนตุลาคม 2569 ครอบคลุมทั้งสินค้าที่ผลิตในประเทศและสินค้านำเข้า ผู้ส่งออกต่างประเทศที่นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในอินโดนีเซียต้องเตรียมความพร้อมด้านการรับรองและเอกสารให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ BPJPH หน่วยงานประกันผลิตภัณฑ์ฮาลาลของอินโดนีเซีย

องค์กรอินโดฯ ออกกฎใหม่รับรอง

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า อินโดนีเซียมองว่าตนเองเป็นตลาดใหญ่ จึงออกกฎเกณฑ์ใหม่ กำหนดให้องค์กรของอินโดนีเซียเองเท่านั้นเป็นผู้ประทับตรารับรองฮาลาล สินค้าจึงจะสามารถนำเข้าได้ โดยมีเพียงสินค้าบางประเภทจากสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลืองหรือวัตถุดิบอาหารสัตว์ ที่ได้รับการยกเว้น

แม้ไทยจะมีคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ กอท. (CICOT) ทำหน้าที่ตรวจรับรองมาตรฐานฮาลาลให้แก่ผู้ประกอบการไทย ทั้งการจำหน่ายภายในประเทศและการส่งออกไปทั่วโลกมาโดยตลอด ก็ต้องยอมรับมาตรการดังกล่าวซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างแน่นอน

ตัวอย่างสินค้าฮาลาล

“เราอาจไม่ได้ถึงขั้นทำให้ส่งออกไม่ได้ แต่ผลกระทบหลักคือต้นทุนการขอรับรองที่สูงขึ้น เนื่องจากตอนนี้อินโดนีเซียยอมรับกฎฮาลาลเฉพาะที่ต้องส่งเจ้าหน้าที่จากอินโดฯ เดินทางมาตรวจโรงงานในไทยเอง ผู้ประกอบการไทยต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ยืนยันว่าปัจจุบันเป็นเช่นนั้น แต่เรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพูดคุยและเจรจา”

สำหรับผู้ประกอบการที่เตรียมตัวล่วงหน้าและได้รับการรับรองไปแล้ว อาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ผู้ประกอบการรายเล็กหรือผู้ที่กำลังหาตลาดใหม่จะเกิดภาวะชะงัก ซึ่งกฎนี้ต่างจากมาตรฐาน ESMA ของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่เปิดโอกาสให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยไปขึ้นทะเบียนเป็น Certified Body เพื่อทำหน้าที่ตรวจรับรองแทนได้ ทำให้สามารถส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางได้โดยไม่มีปัญหา

ยกระดับใบรับรองฮาลาลสู่มาตรฐานโลก

“อินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่ที่น่าสนใจมาก รัฐบาลต้อง “เร่งเจรจา” กับอินโดนีเซียโดยด่วนในช่วงระยะเวลาผ่อนผัน เพื่อไม่ให้ผู้ส่งออกเกิดภาวะหยุดชะงัก โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยเริ่มมีอัตราการเกิดลดลง ขณะเดียวกันตลาดมุสลิมอื่น ๆ ที่ยังไม่มีระเบียบเข้มงวด รัฐบาลต้องเร่งทำความเข้าใจและสร้างความมั่นใจว่ามาตรฐานฮาลาลของไทยไม่แพ้ใคร”

ด้าน นางสาวรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ กล่าวว่า ปัจจุบันอินโดนีเซียพยายามเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอาหารรับการขยายตัวของตลาดในประเทศ หลังเศรษฐกิจเติบโตประมาณ 6% เพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางนโยบายปกป้องตลาดภายในประเทศ (Protectionism) ที่เข้มข้นขึ้น

โดยมาตรการการบังคับใช้กฎหมายฮาลาลใหม่ในตุลาคมนี้ กำหนดให้สินค้าที่นำเข้ามาจำหน่ายในอินโดนีเซียต้องจดทะเบียนรับรองฮาลาล หากสินค้าไม่เป็นฮาลาลต้องติดฉลากระบุ “Non-Halal” อย่างชัดเจน ส่งผลให้ผู้บริโภคมุสลิมสามารถเลือกซื้อเฉพาะสินค้าฮาลาล และกลายเป็นอุปสรรคทางการค้า สำหรับผู้ส่งออกไทยที่ยังไม่ได้เตรียมความพร้อม

Halal Economy โอกาสสูง

“จุดแตกต่างสำคัญของระบบฮาลาลระหว่างอินโดนีเซียกับไทย คือ อินโดนีเซียมองเรื่องฮาลาลในมิติของ Halal Economy หรือเศรษฐกิจฮาลาล โดยมีหน่วยงานรับรองระดับกระทรวง BPJPH / JPH ซึ่งขึ้นตรงต่อประธานาธิบดี และทำข้อตกลง MRA (Mutual Recognition Agreement) กับกว่า 190 ประเทศทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยมองเรื่องฮาลาลในมิติทางศาสนา ซึ่งอยู่ภายใต้โครงสร้างของสำนักจุฬาราชมนตรี ทำให้ขั้นตอนและการขับเคลื่อนในเชิงธุรกิจของไทยมีความยุ่งยากและล่าช้ากว่า”

นางสาวรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์

ทั้งนี้ โครงสร้างตลาดฮาลาลในอินโดนีเซียมีประชากรส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นและวัยทำงาน แตกต่างจากประเทศไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) และกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูงของอินโดฯ หรือคนรวยก็คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของประชากร หรือราว 80-90 ล้านคน เป็นจำนวนที่มากกว่าประชากรของประเทศไทยทั้งประเทศ

เมื่อมองในมิติการแข่งขันของ Halal Economy อินโดนีเซียถือว่ามีกำลังซื้อสูง โดยสินค้าที่มีโอกาสเติบโตในตลาด คือ สินค้าเกษตรแปรรูปด้วยเทคโนโลยี Freeze-dried เช่น ผัก ผลไม้ และกุ้งฟรีซดราย มีโอกาสสูง เนื่องจากสามารถนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารสำเร็จรูปหรือบะหมี่ และเทคโนโลยีของอินโดนีเซียยังสู้ไทยไม่ได้ นอกจากนี้ สินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวก็มีโอกาสเช่นกัน อาทิ ขนมหวานแบรนด์ After You หรือขนมปังเนยสด ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก

ผู้ส่งออกเผชิญด่านหิน

นางสาวรุ้งเพชร กล่าวว่า หากผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าสินค้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย ควรคำนึงถึง 5 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1.ศึกษาช่องทางและกฎระเบียบการขอใบอนุญาตนำเข้า (Import License) 2.พิจารณาการร่วมทุน (Joint Venture) หรือนำเทคโนโลยีและสูตรอาหารมาตั้งฐานการผลิตในอินโดนีเซีย

3.เร่งยื่นขอมาตรฐานรับรองฮาลาล ให้ถูกต้องตามระบบใหม่ 4.มองโอกาสขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศมุสลิมอื่นๆ (OIC) 5.พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ (Unique) พร้อมปรับรสชาติให้เข้ากับผู้บริโภคท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดมายังอินโดนีเซีย ยังต้องจับประเด็นสำคัญที่ประกอบด้วย ความผันผวนของค่าเงินรุปียะฮ์และนโยบายรัฐบาล รวมถึงความยากในการขอใบอนุญาตนำเข้า (Import License) และกฎระเบียบที่เอื้อประโยชน์ต่อพ่อค้าคนกลางท้องถิ่น รวมถึงข้อกำหนดฮาลาลใหม่ด้วย และไม่ใช่เพียงการขอรับรองเป็นรายสินค้า ยังบังคับใช้กับทั้งระบบการผลิต