
โลกกังวล 5 ความเสี่ยง ภัยไซเบอร์-AI-ภูมิรัฐศาสตร์-บุคลากร-ฟื้นธุรกิจ
Risk in Focus 2026/2027 เปิด 5 ความเสี่ยงองค์กรทั่วโลก ไซเบอร์นำ 80% ดิจิทัล-AI และภูมิรัฐศาสตร์เร่งตัว ชี้ช่องว่างกำกับดูแลและตรวจสอบ
KEY
POINTS
- ผลสำรวจผู้บริหารทั่วโลกเผย 5 ความเสี่ยงสำคัญที่องค์กรกังวลสูงสุด ได้แก่ ภัยไซเบอร์, การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและ AI, ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์, การบริหารบุคลากร และความสามารถในการฟื้นธุรกิจ
- ภัยไซเบอร์ยังคงเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่ง (80%) ที่มีความกังวลเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยขอบเขตภัยคุกคามขยายวงกว้างขึ้นจากเทคโนโลยี AI และคลาวด์
- ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล (รวมถึง AI) และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นสองประเด็นที่มีความกังวลเพิ่มขึ้นมากที่สุด สะท้อนแรงกดดันจากการปรับตัวสู่ดิจิทัลและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
- รายงานชี้ว่าระบบกำกับดูแลและการตรวจสอบภายในของหลายองค์กรยังตามไม่ทันความเสี่ยงใหม่ๆ โดยเฉพาะด้าน AI และภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมีความพร้อมในระดับต่ำ
ภัยไซเบอร์ การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ บุคลากร และความสามารถในการรับมือวิกฤต กลายเป็น 5 ความเสี่ยงสำคัญที่องค์กรทั่วโลกกังวล ขณะที่การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้และความผันผวนจากปัจจัยภายนอกกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อธุรกิจ โดยระบบกำกับดูแลและการตรวจสอบภายในยังตามไม่ทันในหลายด้าน
รายงาน Risk in Focus 2026/2027: Global Summary จัดทำโดย Internal Audit Foundation และเผยแพร่เดือนกันยายน 2569 รวบรวมผลสำรวจผู้บริหารสูงสุดด้านการตรวจสอบภายในและผู้อำนวยการ 3,285 ราย จาก 132 ประเทศและพื้นที่ พร้อมการหารือกลุ่มและสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่องค์กรเผชิญและความพร้อมในการรับมือ
การสำรวจดำเนินการระหว่างวันที่ 24 มีนาคม–6 พฤษภาคม 2569 สำหรับภูมิภาคนอกยุโรป ส่วนยุโรปเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 2 มีนาคม–7 เมษายน 2569 โดยให้ผู้ตอบเลือก 5 ความเสี่ยงสำคัญขององค์กรจากทั้งหมด 16 ด้าน
ตัวเลขระดับโลกที่รายงานแสดงเป็นค่าเฉลี่ยของภูมิภาค สะท้อนสัดส่วนการเลือกแต่ละประเด็นให้อยู่ใน 5 ความเสี่ยงสำคัญ ไม่ใช่ความน่าจะเป็นที่จะเกิดเหตุหรือสัดส่วนองค์กรที่ได้รับความเสียหายแล้ว
เปิด 5 ความเสี่ยงที่องค์กรทั่วโลกกังวล
อันดับ 1 ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ 80% เพิ่มขึ้นจาก 73% ในปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 7 จุดเปอร์เซ็นต์ ยังคงเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของโลก และครองอันดับสูงสุดในทุกภูมิภาค
รายงานระบุว่า ขอบเขตของภัยไซเบอร์ขยายไปครอบคลุมแพลตฟอร์มคลาวด์ ระบบซอฟต์แวร์ โมเดล AI ตัวตนดิจิทัล การเข้าถึงระบบจากระยะไกล เทคโนโลยีที่ใช้ควบคุมการดำเนินงาน และผู้ให้บริการภายนอกที่เชื่อมต่อกับองค์กร
AI มีบทบาททั้งช่วยตรวจจับภัยคุกคามและเพิ่มความสามารถของผู้โจมตี ผ่านการหลอกลวงที่ซับซ้อน การสร้างตัวตนปลอม การเลียนแบบเสียงและภาพ ตลอดจนการใช้ระบบอัตโนมัติโจมตีช่องโหว่
ความเสี่ยงไซเบอร์จึงส่งผลต่อธุรกิจทั้งระบบ เพราะเหตุโจมตีอาจนำไปสู่การหยุดดำเนินงาน การทุจริต การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และความเสียหายต่อชื่อเสียง
อันดับ 2 การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล รวมถึง AI 58% เพิ่มขึ้นจาก 48% หรือเพิ่มขึ้น 10 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยสัดส่วนการเลือกความเสี่ยงด้านนี้เพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาค
องค์กรกำลังเผชิญแรงกดดันจากการปรับกระบวนการทำงานเข้าสู่ระบบดิจิทัล การใช้ Generative AI ระบบอัตโนมัติ การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง หุ่นยนต์ และบริการบนคลาวด์ ซึ่งเปลี่ยนทั้งต้นทุน ทักษะแรงงาน และรูปแบบการแข่งขัน
ประเด็นสำคัญคือ การนำเทคโนโลยีมาใช้มักเดินหน้าเร็วกว่าระบบกำกับดูแล บางองค์กรเริ่มใช้งาน AI ก่อนกำหนดผู้รับผิดชอบ จัดทำบัญชีระบบ วางมาตรฐานข้อมูล หรือกำหนดกระบวนการอนุมัติ การกำกับโดยมนุษย์ และการติดตามผลอย่างชัดเจน
อันดับ 3 ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมหภาค 48% เพิ่มขึ้นจาก 38% หรือเพิ่มขึ้น 10 จุดเปอร์เซ็นต์ เท่ากับการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงด้านดิจิทัล
รายงานชี้ว่า ความขัดแย้งระหว่างประเทศ มาตรการคว่ำบาตร ภาษีการค้า ความผันผวนของเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน สามารถส่งผลต่อการจัดหาวัตถุดิบ ต้นทุนพลังงาน สภาพคล่อง และความต่อเนื่องของธุรกิจ
แม้องค์กรไม่สามารถควบคุมปัจจัยเหล่านี้ได้ แต่สามารถประเมินความพร้อมผ่านการจำลองสถานการณ์ การทดสอบสภาพคล่องภายใต้แรงกดดัน การตรวจสอบการกระจุกตัวของคู่ค้า และการทบทวนแผนรับมือวิกฤต
อันดับ 4 ทุนมนุษย์และการบริหารบุคลากร 38% ลดลงจาก 43% หรือ 5 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่ยังอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสำคัญ โดยครอบคลุมการบริหารคน ความหลากหลาย การจัดการและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถ
การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียังทำให้ความต้องการทักษะเปลี่ยนแปลง ขณะที่งานตรวจสอบด้าน AI ข้อมูล คลาวด์ และเทคโนโลยีเฉพาะทางต้องอาศัยความเชี่ยวชาญที่บางองค์กรยังมีไม่เพียงพอ
อันดับ 5 ความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวของธุรกิจ 35% ลดลงจาก 47% หรือ 12 จุดเปอร์เซ็นต์ ครอบคลุมความต่อเนื่องทางธุรกิจ ความสามารถในการดำเนินงานเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง การจัดการวิกฤต และการตอบสนองต่อภัยพิบัติ
อย่างไรก็ตาม การลดลงของสัดส่วนการเลือกให้อยู่ใน 5 อันดับแรกไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงด้านนี้คลี่คลาย เพราะผลประเมินอีกชุดในรายงานพบว่า ยังมีสัดส่วนการประเมินความรุนแรงในระดับสูงถึง 56%
อันดับลดลง แต่ความรุนแรงยังสูง
การจัดอันดับและการประเมินความรุนแรงตอบคำถามต่างกัน การเลือก 5 ความเสี่ยงสะท้อนลำดับความสำคัญเมื่อเทียบกับประเด็นอื่น ส่วนการประเมินความรุนแรงสะท้อนระดับความเสี่ยงของแต่ละด้านโดยตรง
เมื่อไซเบอร์ ดิจิทัล และภูมิรัฐศาสตร์ได้รับความสนใจมากขึ้น จึงอาจเบียดความเสี่ยงสำคัญอื่นออกจากอันดับ แม้ประเด็นเหล่านั้นยังมีความรุนแรงสูง
ตัวอย่างเช่น ความเสี่ยงด้านบุคลากรได้รับเลือกให้อยู่ใน 5 อันดับแรกที่ 38% แต่มีสัดส่วนการประเมินความรุนแรงระดับสูง 54% ส่วนการเปลี่ยนแปลงของตลาดและการแข่งขันได้รับเลือกที่ 29% แต่มีการประเมินความรุนแรงระดับสูง 53%
คณะกรรมการบริษัทจึงควรพิจารณาทั้งอันดับและความรุนแรง เพื่อหลีกเลี่ยงการประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าสถานการณ์จริง
ช่องว่างตรวจสอบภูมิรัฐศาสตร์กว้างที่สุด
อีกข้อค้นพบสำคัญคือ ความเสี่ยงที่องค์กรกังวลกับงานที่ฝ่ายตรวจสอบภายในใช้เวลาและความพยายามมากที่สุดยังมีช่องว่าง
ไซเบอร์มีสัดส่วนการเป็นหนึ่งใน 5 งานตรวจสอบสำคัญที่ 75% ใกล้เคียงกับการเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ 80% ส่วนดิจิทัลและ AI มีสัดส่วนการเป็นงานตรวจสอบสำคัญ 42% แม้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่ยังต่ำกว่าการจัดเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ 58% อยู่ 16 จุดเปอร์เซ็นต์
ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมหภาคมีช่องว่างมากที่สุด โดยได้รับเลือกเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ 48% แต่เป็นงานตรวจสอบสำคัญเพียง 13% ต่างกัน 35 จุดเปอร์เซ็นต์
รายงานระบุว่า ภารกิจด้านการเงิน การทุจริต ธรรมาภิบาล และการปฏิบัติตามกฎระเบียบยังมีความจำเป็น แต่การให้น้ำหนักกับงานเดิมอาจจำกัดทรัพยากรสำหรับความเสี่ยงใหม่ จึงต้องทบทวนการจัดสรรงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์และขีดความสามารถของทีม
กำกับดิจิทัลพร้อมสูงเพียง 23%
เมื่อประเมินความพร้อมด้านการกำกับดูแล พบว่า ดิจิทัลและ AI มีสัดส่วนการประเมินระบบกำกับดูแลอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้หรือพัฒนาจนเหมาะสมที่สุดเพียง 23% ขณะที่การตรวจสอบภายในมีความครอบคลุมเต็มที่เพียง 11%
ด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมหภาค ตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ 29% และ 10% ตามลำดับ ส่วนไซเบอร์อยู่ที่ 45% และ 33%
ผลดังกล่าวสะท้อนว่า การจัดความเสี่ยงเป็นเรื่องสำคัญหรือเพิ่มเวลาตรวจสอบยังไม่เพียงพอ หากองค์กรขาดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ข้อมูล ระบบควบคุม และบุคลากรที่สามารถประเมินความเสี่ยงนั้นได้
ทั้งนี้ การตรวจสอบภายในเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการประเมินความพร้อมโดยรวม องค์กรยังต้องพิจารณางานกำกับและประเมินจากหน่วยงานอื่นร่วมด้วย
เอเชียแปซิฟิกจับตาไซเบอร์–AI–ห่วงโซ่อุปทาน
ผลสำรวจเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีผู้ตอบ 632 ราย พบความเสี่ยงสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ ไซเบอร์ 72% ดิจิทัลและ AI 59% ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมหภาค 48% ความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวของธุรกิจ 43% และบุคลากร 41%
ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานและการจ้างผู้ให้บริการภายนอกอยู่ที่ 33% สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับโลกในรายงานที่ 27% สะท้อนความสำคัญของการประเมินการพึ่งพาคู่ค้าและระบบภายนอกควบคู่กับความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยตัวเลขนี้เป็นข้อมูลระดับภูมิภาค ไม่ใช่ผลสำรวจเฉพาะประเทศไทย
รายงานเสนอให้ผู้บริหารและคณะกรรมการปรับแผนตรวจสอบให้ตอบสนองต่อความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงเร็ว พัฒนาทักษะเฉพาะทาง และเปิดเผยช่องว่างด้านการกำกับดูแล ทรัพยากร และความครอบคลุมของการตรวจสอบอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน ต้องรักษาบทบาทให้ชัดเจน โดยฝ่ายบริหารรับผิดชอบการจัดการความเสี่ยงและระบบควบคุม ส่วนผู้ตรวจสอบภายในให้ความเชื่อมั่นและคำแนะนำอย่างเป็นอิสระ เพื่อช่วยให้องค์กรรับมือเหตุการณ์ที่อาจส่งผลต่อเนื่องจากเทคโนโลยีไปถึงการดำเนินงาน สภาพคล่อง และความเชื่อมั่นของธุรกิจ







