
กนอ. เร่งยกระดับนิคมฯ รับลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ชูเกณฑ์ป้องกันน้ำท่วมรอบ 200 ปี
กนอ. เร่งยกระดับนิคมอุตสาหกรรมรับคลื่นลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เผย 22 รายยื่นขอใช้ไฟฟ้ารวม 2,100 เมกะวัตต์ น้ำ 7.8 หมื่นลูกบาศก์เมตรต่อวัน พร้อมยกระดับเกณฑ์ป้องกันน้ำท่วมรอบ 200 ปี เดินหน้าสู่เป้าหมายตั้ง 100 นิคมฯ ใน 1–2 ปี
KEY
POINTS
- กนอ. เร่งยกระดับและพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเพื่อดึงดูดการลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณสูง
- เตรียมปรับปรุงเกณฑ์การป้องกันน้ำท่วมให้เข้มงวดขึ้น โดยยกระดับการคำนวณจากรอบการเกิดซ้ำ 10 ปี เป็นรอบ 200 ปี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
- มีการร่างหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น การจัดทำพื้นที่กันชน (Buffer Zone) เพื่อบริหารจัดการน้ำ และเตรียมนำตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (PUE) และน้ำ (WUE) มาใช้
นายธีรวุฒิ ขันดี รองผู้ว่าการ(ปฏิบัติการ 2)การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวในเวทีเสวนา Exclusive Roundtable EEC Never Stops : Infrastructure ต่อยอด ต่อเนื่อง เติบโตอย่างแข็งแกร่ง จัดเนชั่นกรุ๊ป ว่า บทบาทของ กนอ. ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดตั้งและบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรม แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการดึงดูดการลงทุน การสร้างงาน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม โดยต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบข้าง
54 ปี กนอ. ดึงลงทุนสะสม 16 ล้านล้านบาท
สำหรับ กนอ. เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อตั้งเมื่อปี 2515 ปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรมภายใต้การดูแล 84 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 200,000 ไร่ มีโรงงานอุตสาหกรรมที่กำกับดูแลกว่า 5,800 โรงงาน ก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 1 ล้านคน และสามารถดึงดูดเงินลงทุนสะสมจากต่างประเทศ (FDI) ได้สูงถึง 15–16 ล้านล้านบาท
แม้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจะมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่ประเทศไทยซึ่งมีประมาณ 200 ล้านไร่ แต่กลับมีบทบาททางเศรษฐกิจสูง ทั้งในด้านการผลิต การจ้างงาน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน สะท้อนให้เห็นว่านิคมอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
นายธีรวุฒิกล่าวว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา กนอ. ได้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมภายใต้กรอบ Eco Industrial Estate หรือการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ไม่ใช่เน้นเพียงการขยายพื้นที่รองรับโรงงานหรือเพิ่มเม็ดเงินลงทุนเท่านั้น ตั้งแต่ปี 2557 กนอ. ได้ต่อยอดมาตรฐานนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Eco Champion ซึ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม Eco Excellence ที่ขยายการพัฒนาไปสู่ความร่วมมือระหว่างนิคมฯ กับโรงงาน และ Eco World Class ซึ่งยกระดับความร่วมมือให้ครอบคลุมทั้งนิคมอุตสาหกรรม โรงงาน และชุมชนโดยรอบ
แนวทางดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนบทบาทนิคมอุตสาหกรรมจากพื้นที่รองรับการผลิตไปสู่พื้นที่ที่สามารถบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดย กนอ. ยังยกระดับเป้าหมายไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ใน 6 ด้านหลัก ตั้งเป้าดำเนินการในระยะ 2 ปีแรกและภายใน 5 ปีข้างหน้า ครอบคลุมการจัดการน้ำอย่างครบวงจร การสร้างงานที่มีคุณค่า การพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการส่งเสริมพลังงานสะอาด
ในด้านพลังงาน กนอ. มองการใช้พื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่สีเขียว และอ่างเก็บน้ำเป็นโอกาสในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานสีเขียวในนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่การบริหารจัดการน้ำจะให้ความสำคัญตั้งแต่การจัดหา การบำบัดน้ำเสีย ไปจนถึงการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ พร้อมส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมเกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
ดาต้าเซ็นเตอร์ 22 ราย ขอไฟ 2,100 เมกะวัตต์
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของนิคมอุตสาหกรรมยุคใหม่คือการรองรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อมและต่อเนื่อง โดยเฉพาะไฟฟ้าและน้ำที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินงาน
นายธีรวุฒิเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ยื่นขอเข้ามาในนิคมอุตสาหกรรมรวม 22 ราย โดยแจ้งความต้องการใช้ไฟฟ้าประมาณ 2,100 เมกะวัตต์ และน้ำประมาณ 78,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน อย่างไรก็ตาม ในจำนวนดังกล่าวมีผู้ประกอบการที่เปิดดำเนินการจริงแล้ว 8 ราย ใช้ไฟฟ้าประมาณ 420 เมกะวัตต์ และน้ำประมาณ 10,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการทรัพยากรที่แจ้งขอไว้เพื่อรองรับการลงทุน กับปริมาณการใช้จริงของผู้ประกอบการที่เปิดดำเนินการแล้ว ซึ่ง กนอ. ต้องบริหารจัดการให้สอดคล้องกับความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคในแต่ละพื้นที่
สำหรับการอนุมัติใช้น้ำ กนอ. จะพิจารณาจากปริมาณน้ำที่สามารถจัดหาได้จริงในแต่ละนิคมฯ ควบคู่กับกรอบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยเปรียบเทียบกับการบริหารถังเก็บน้ำที่ต้องควบคุมปริมาณให้เหมาะสม เมื่อมีผู้ประกอบการทยอยเข้ามาใช้ทรัพยากร จะมีการตัดยอดตามปริมาณที่จัดสรร เพื่อไม่ให้ความต้องการใช้น้ำเกินขีดความสามารถของระบบ
นอกจากการจัดสรรน้ำแล้ว กนอ. ยังให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านน้ำ โดยกำหนดแนวทางให้นิคมอุตสาหกรรมมีแหล่งน้ำผิวดินมากกว่า 1 แหล่ง เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งน้ำเพียงแหล่งเดียว แนวทางที่ดำเนินการได้มีทั้งการขุดบ่อสำรองน้ำของนิคมฯ การพัฒนาระบบผลิตน้ำเอง และการรับน้ำจากผู้จัดหาเอกชนที่มีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งบางแห่งมีความจุระดับหลายล้านลูกบาศก์เมตร
การเตรียมแหล่งน้ำสำรองจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยความต่อเนื่องในการดำเนินงาน ขณะเดียวกันต้องไม่ทำให้การจัดสรรน้ำแก่ภาคอุตสาหกรรมส่งผลกระทบต่อชุมชนและผู้ใช้น้ำส่วนอื่น
ยกระดับเกณฑ์กันท่วมรอบ 200 ปี รับโจทย์ฝนตกแช่
สำหรับการออกแบบนิคมอุตสาหกรรมเพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ กนอ. ได้ยกร่างหลักเกณฑ์และจัดทำรูปแบบจำลอง (Demo Criteria) ไว้แล้ว เพื่อเตรียมประกาศใช้เมื่อรายละเอียดทางเทคนิคมีความชัดเจนและสอดคล้องกับผู้ประกอบการ โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันน้ำท่วมและการบริหารจัดการน้ำภายในพื้นที่เป็นพิเศษ
สาระสำคัญประการหนึ่งคือการจัดทำพื้นที่กันชน (Buffer Zone) และคลองรอบโครงการ เพื่อใช้เป็นพื้นที่กักเก็บและบริหารจัดการน้ำ รวมถึงสนับสนุนการระบายความร้อน (Cooling) และเปิดโอกาสให้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนผิวน้ำเพื่อผลิตพลังงานสะอาดได้ด้วย
ขณะเดียวกัน กนอ. เตรียมยกระดับเกณฑ์การคำนวณเพื่อป้องกันน้ำท่วม จากเดิมที่นิคมอุตสาหกรรมทั่วไปใช้รอบการเกิดซ้ำ 10 ปี เป็นเกณฑ์ฝนที่มีรอบการเกิดซ้ำ 200 ปี เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ต้องรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงาน และจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงด้านน้ำท่วมที่เข้มงวดขึ้น
อีกประเด็นที่ กนอ. ให้ความสำคัญคือภาวะฝนตกหนักสะสมหรือฝนแช่ ซึ่งอาจทำให้มีปริมาณฝนสะสมในพื้นที่สูงถึง 300–400 มิลลิเมตร ส่งผลให้ต้องทบทวนเกณฑ์การออกแบบระบบป้องกันน้ำท่วมใหม่ โดยมุ่งให้ระบบระบายน้ำภายในสามารถระบายน้ำออกได้ทัน ขณะเดียวกันต้องป้องกันน้ำจากภายนอกไม่ให้ไหลย้อนเข้ามาในพื้นที่ และมีบ่อหน่วงน้ำเพื่อช่วยลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ
นอกจากนี้ กนอ. ยังนำแนวคิด 3R ได้แก่ Reduce, Reuse และ Recycle มาใช้ในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น บ่อหน่วงน้ำ (Retention Pond) ที่สามารถกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนเพื่อลดความเสี่ยงน้ำท่วมชุมชน และนำมาเป็นแหล่งสำรองน้ำในช่วงฤดูแล้งได้ เป็นการใช้พื้นที่และทรัพยากรให้เกิดประโยชน์หลายด้านในเวลาเดียวกัน
เร่งรีไซเคิลน้ำ ดึงเทคโนโลยี Cooling ลดสูญเสียน้ำ
นอกเหนือจากการเพิ่มแหล่งน้ำสำรอง กนอ. ยังส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบจัดสรรน้ำ 3 ประเภท ได้แก่ น้ำดิบ (Raw Water) สำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องการน้ำธรรมชาติในลักษณะเฉพาะ น้ำประปาที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพตามมาตรฐานการประปานครหลวงและการประปาส่วนภูมิภาค และน้ำที่ผ่านการบำบัดคุณภาพสูงเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่
น้ำประเภทหลังเป็นการนำน้ำเสียที่ผ่านระบบบำบัดจนได้มาตรฐานความปลอดภัยกลับมาปรับคุณภาพและผสมเพื่อจำหน่ายใหม่ ช่วยหมุนเวียนทรัพยากรและลดการพึ่งพาน้ำจากแหล่งธรรมชาติเพียงอย่างเดียว โดย กนอ. ใช้เกณฑ์ Eco Industrial Estate ส่งเสริมให้มีการนำน้ำผ่านการบำบัดและน้ำฝนกลับเข้าสู่ระบบผลิตมากขึ้น
พร้อมกันนี้ยังสร้างแรงจูงใจผ่านการมอบรางวัลทั้งระดับนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมุ่งลดการใช้พลังงานและน้ำในระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง และระดับโรงงานอุตสาหกรรม ผ่านโครงการธงขาวดาวเขียวและธงขาวดาวแดง เพื่อเชิดชูโรงงานที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และลดผลกระทบต่อชุมชนอย่างโดดเด่น โดยการใช้นวัตกรรมบริหารจัดการน้ำยังช่วยลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยของผู้ประกอบการได้อีกทางหนึ่ง
ด้านเทคโนโลยีระบายความร้อนสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ นายธีรวุฒิระบุว่า มีบริษัทเอกชนชั้นนำด้านเทคโนโลยีดาต้าเซ็นเตอร์จากต่างประเทศเข้ามาหารือและนำเสนอระบบ Cooling รูปแบบใหม่ ซึ่งสามารถลดการสูญเสียน้ำ (Water Loss) เหลือประมาณ 9% นับเป็นแนวทางที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ และเป็นอีกทางเลือกในการลดแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำของนิคมอุตสาหกรรม
“กนอ. ต้องบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดความสมดุล ทั้งการรองรับการลงทุนและการดูแลผลกระทบต่อชุมชน โดยต้องพิจารณาจากปริมาณน้ำที่จัดหาได้จริง ควบคู่กับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของผู้ประกอบการ”
ขณะเดียวกัน กนอ. วางแนวทางพัฒนารูปแบบธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่คล้ายกับโมเดลรถไฟ (Railway Model) โดย กนอ. ทำหน้าที่จัดเตรียมพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อส่งและช่องทางสำหรับระบบสาธารณูปโภค (Service Ducts) รองรับน้ำ ไฟฟ้า โลจิสติกส์ และระบบแก๊ส ส่วนผู้ประกอบการและผู้ให้บริการเทคโนโลยีจะนำระบบและนวัตกรรมเข้ามาติดตั้งใช้งานร่วมกัน
นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงการนำพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ เช่น ไฮโดรเจนและไนโตรเจน มาใช้ในนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงเทคโนโลยีการดึงไฮโดรเจนจากน้ำมาผลิตไฟฟ้า เพื่อเป็นทางเลือกในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่
จ่อใช้เกณฑ์ PUE–WUE ชูโมเดลลงทุนแบบ Win-Win
นายธีรวุฒิกล่าวว่า การส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์ตามนโยบายรัฐบาลต้องอาศัยการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ (Area-based) เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการ ประเทศ และชุมชน โดยต้องรักษาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ไม่ให้มีภาระต้นทุนสูงเกินไปจนกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนหรือทำให้ผู้ประกอบการต้องย้ายฐานการผลิต ขณะเดียวกันประเทศและชุมชนก็ต้องได้รับประโยชน์กลับมาอย่างเหมาะสม
ในด้านมาตรฐานทางเทคนิค กนอ. เตรียมกำหนดตัวชี้วัดสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ PUE (Power Usage Effectiveness) ซึ่งใช้วัดประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้า และ WUE (Water Usage Effectiveness) ซึ่งใช้วัดประสิทธิภาพการใช้น้ำ โดยต้องพิจารณาให้เกิดความสมดุลระหว่างการใช้พลังงานกับการใช้น้ำ ไม่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพด้านหนึ่งจนสร้างภาระให้อีกด้านหนึ่ง
หลักเกณฑ์ดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับมาตรฐานที่คณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับประเทศกำหนด ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำจะได้รับการส่งเสริม เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนที่คำนึงถึงทั้งต้นทุนและความยั่งยืนในระยะยาว
นายธีรวุฒิย้ำว่า “คำถามอาจไม่ใช่ว่าทำแล้วจะได้อะไร แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าคุณไม่ทำ คุณจะสูญเสียโอกาสและความสามารถในการแข่งขันมากกว่า” สะท้อนว่าการยกระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรไม่ใช่เพียงภาระด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมด้วย
สำหรับจุดแข็งของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุน กนอ. มีบทบาทในการอำนวยความสะดวกด้านการอนุมัติ โดยการขออนุมัติออกแบบและก่อสร้าง รวมถึงการอนุมัติด้านต่าง ๆ สามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ หากเอกสารครบถ้วนจะใช้เวลาอนุมัติไม่เกิน 20 นาที พร้อมมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการ นอกจากนี้ นิคมอุตสาหกรรมยังมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุน ทั้งระบบขนส่งทางบกและทางเรือ ตลอดจนระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนในอุตสาหกรรมที่ต้องการความต่อเนื่องของระบบสาธารณูปโภค
นายธีรวุฒิระบุว่า แม้ กนอ. จะมีบุคลากรเพียงกว่า 700 คน แต่คาดว่ารายได้หรือผลการดำเนินการจะอยู่ในระดับแตะ 10,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าขยายจำนวนเครือข่ายนิคมอุตสาหกรรมจากปัจจุบัน 84 แห่ง ให้ครบ 100 แห่งภายใน 1–2 ปีข้างหน้า







