
นักวิชาการ TDRI ไม่ค้านภาษีเดินทางต่างประเทศในชาวต่างชาติ ชี้ความเป็นธรรมทางภาษี
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส TDRI ไม่คัดค้านแนวคิดจัดเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศจากชาวต่างชาติ มองเป็นหลักความเป็นธรรมทางภาษี หลังเข้ามาใช้ทรัพยากรและบริการสาธารณะของไทย แต่ต้องนำรายได้กลับไปดูแลพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างเหมาะสม ขณะที่การเก็บภาษีคนไทยยังขาดเหตุผลรองรับชัดเจน เพราะการเดินทางไปต่างประเทศไม่ได้เป็นกิจกรรมฟุ่มเฟือยเสมอไป
KEY
POINTS
- นักวิชาการ TDRI เห็นด้วยกับการเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศกับชาวต่างชาติ โดยชี้ว่าเป็นไปตามหลักความเป็นธรรมทางภาษี
- ให้เหตุผลว่าชาวต่างชาติเข้ามาใช้ทรัพยากรและบริการสาธารณะของไทย จึงควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบต้นทุนที่เกิดขึ้น
- เสนอให้นำรายได้จากภาษีไปใช้พัฒนาและดูแลแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่ใช่แค่เพิ่มรายได้เข้ารัฐ
- มองว่าการเก็บภาษีกับคนไทยยังมีเหตุผลไม่เพียงพอ เพราะคนไทยมีภาระภาษีให้รัฐอยู่แล้ว และการเดินทางไปต่างประเทศไม่ใช่ความฟุ่มเฟือยเสมอไป
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวคิดการจัดเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศว่า การพิจารณาจัดเก็บภาษีต้องเริ่มจากการมีเหตุผลรองรับที่เหมาะสมและเป็นธรรม ไม่ใช่จัดเก็บเพียงเพราะภาครัฐต้องการเพิ่มรายได้เพียงอย่างเดียว
โดยต้องแยกพิจารณาระหว่างชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยกับคนไทยที่เดินทางออกไปต่างประเทศ เนื่องจากทั้งสองกลุ่มมีเหตุผลและผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจแตกต่างกัน
ต่างชาติใช้ทรัพยากรสาธารณะ ต้องร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่าย
ดร.นณริฏ กล่าวว่า ในกรณีชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ติดต่อธุรกิจ หรือพำนักอยู่ในประเทศไทยช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปอาจไม่ได้เสียภาษีให้ประเทศไทยในระดับเดียวกับคนไทยที่มีภาระภาษีหลายรูปแบบ ทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตลอดจนค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม เมื่อชาวต่างชาติเข้ามาใช้ทรัพยากรและบริการสาธารณะของไทย ย่อมก่อให้เกิดต้นทุนที่ภาครัฐและท้องถิ่นต้องรับผิดชอบเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการจัดการขยะ น้ำเสีย การดูแลสิ่งแวดล้อม การจัดระเบียบพื้นที่ท่องเที่ยว ปัญหาการจราจร ตลอดจนผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
ดังนั้น การจัดเก็บภาษีจากชาวต่างชาติจึงมีเหตุผลรองรับในแง่ของความเป็นธรรม โดยผู้ที่เข้ามาใช้ทรัพยากรและบริการสาธารณะควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบต้นทุนที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ภาระค่าใช้จ่ายตกอยู่กับภาครัฐและประชาชนในประเทศเพียงฝ่ายเดียว
การจัดเก็บภาษีดังกล่าว ดร.นณริฏย้ำว่า ไม่ควรเป็นเพียงการหารายได้เข้ารัฐโดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน แต่ควรนำเงินกลับไปใช้ดูแลพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะท้องถิ่นและแหล่งท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาจำนวนมาก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะ ดูแลสิ่งแวดล้อม และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรองรับนักท่องเที่ยว
หากพื้นที่ใดมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ก็ควรได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลและบริหารจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม โดยรายได้จากการจัดเก็บภาษีควรเชื่อมโยงกับภาระต้นทุนที่พื้นที่นั้นต้องแบกรับ ไม่ใช่ปล่อยให้เงินไหลเข้าส่วนกลางโดยไม่มีหลักประกันว่าจะกลับไปดูแลแหล่งท่องเที่ยว
คนไทยไปต่างประเทศไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยเสมอไป
สำหรับกรณีการจัดเก็บภาษีจากคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศ ดร.นณริฏมองว่า เหตุผลในการจัดเก็บยังมีน้ำหนักน้อยกว่ากรณีชาวต่างชาติ เนื่องจากคนไทยมีส่วนร่วมเสียภาษีให้ภาครัฐอยู่แล้ว ขณะที่การเดินทางออกนอกประเทศไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมไทยอย่างชัดเจนในลักษณะเดียวกับต้นทุนที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรสาธารณะในแหล่งท่องเที่ยว
หากภาครัฐต้องการใช้เหตุผลด้านการบริโภคฟุ่มเฟือยเป็นฐานในการจัดเก็บภาษี ก็ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพราะแม้ประเทศไทยจะมีการจัดเก็บภาษีสินค้าหรือกิจกรรมบางประเภทที่สะท้อนความฟุ่มเฟือยอยู่แล้ว แต่การเดินทางไปต่างประเทศไม่สามารถจัดเป็นกิจกรรมฟุ่มเฟือยได้ทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น คนไทยบางส่วนเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเจรจาธุรกิจ แสวงหาโอกาสการลงทุน หรือทำงานในระยะยาว ก่อนนำรายได้และประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลับมาสู่ประเทศไทย การจัดเก็บภาษีโดยเหมารวมการเดินทางทุกประเภทว่าเป็นการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย จึงอาจสร้างภาระให้กับผู้ที่เดินทางไปทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศด้วย
มองเก็บภาษีต่างชาติ ยกระดับคุณภาพท่องเที่ยว
เมื่อพิจารณาในมิติของนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยมีมาตรการและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางอยู่แล้ว ดร.นณริฏมองว่า การจัดเก็บภาษีจากชาวต่างชาติไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกับเป้าหมายการดึงดูดนักท่องเที่ยว หากออกแบบมาตรการโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ระยะยาวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
โดยหลักการสำคัญคือ ประเทศไทยไม่ควรมุ่งเน้นเพียงแต่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ควรให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวควบคู่กันไปด้วย การกำหนดต้นทุนที่เหมาะสมสำหรับผู้เดินทางเข้ามาใช้ทรัพยากรสาธารณะอาจช่วยคัดกรองรูปแบบการท่องเที่ยวบางประเภท และลดปัญหาที่เกิดจากกิจกรรมท่องเที่ยวที่สร้างผลกระทบต่อพื้นที่ เช่น ธุรกิจทัวร์ศูนย์เหรียญ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์สำคัญของมาตรการดังกล่าวในมุมมองของ ดร.นณริฏ ไม่ได้อยู่ที่การคัดกรองนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างแหล่งรายได้สำหรับนำกลับไปดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
หากประเทศไทยไม่สามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลทรัพยากรเหล่านี้ได้อย่างเพียงพอ แหล่งท่องเที่ยวอาจเสื่อมโทรมลงในระยะยาว และส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในที่สุด






