
3 ผู้นำธุรกิจ ฉายภาพโอกาสในยุค New Economy เร่งไทยสร้างรากฐาน AI
3 ผู้นำภาคธุรกิจ “จรีพร-ซิกเว่-เดวิด หลี่” ฉายภาพยุทธศาสตร์คว้าโอกาสและความท้าทายในยุค New Economy เร่งไทยสร้างรากฐาน AI รับระลอกการเปลี่ยนแปลงโลก
KEY
POINTS
- ผู้นำธุรกิจชี้ว่าไทยมีเวลา 2 ปีในการเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของ AI เพื่อดึงดูดการลงทุนและไม่ให้เสียโอกาสแก่ประเทศคู่แข่ง
- อุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ของธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SME คือกรอบความคิดเดิม จึงต้องเร่งยกระดับทักษะบุคลากรและทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงง่ายขึ้น
- ยุทธศาสตร์ AI ของไทยไม่ควรทุ่มเงินแข่งขันด้านฮาร์ดแวร์ แต่ควรมุ่งสร้างแพลตฟอร์มที่ควบคุมได้เอง (Controllable AI Platform) ให้ความสำคัญกับอธิปไตยทางข้อมูล และการพัฒนาบุคลากร
ในงานสัมนา Thailand Economic Outlook 2027 : New Horizon Beyond the Trap จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ภายใต้หัวข้อ “Strategic Opportunity and Challenges in the New Economy” 3 ผู้บริหารระดับสูงจากภาคอุตสาหกรรม โทรคมนาคม และเทคโนโลยี ประกอบด้วย
- นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
- นายซิกเว่ เบรกเก้ ผู้บริหารระดับสูง กลุ่มทรู (True Group)
- นายเดวิด หลี่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด
ได้ร่วมแสดงทัศนวิสัยอย่างเจาะลึกถึงทิศทางเศรษฐกิจไทย การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล และข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์เพื่อนำพาประเทศไทยก้าวสู่โครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่
การผลิต-อุตสาหกรรมไทยลดลง เหลือเพียง 24%
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ได้เปิดมุมมองในฝั่งภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องผลักดันการเติบโตของ GDP ให้ได้ระดับ 5% หลังจากที่สัดส่วนของภาคการผลิตและอุตสาหกรรมต่อ GDP ลดลงจากเดิม 37% เหลือเพียงประมาณ 24%
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่สำคัญ โดยเห็นได้จากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่พุ่งสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเงินลงทุนจากต่างประเทศถึง 1.36 ล้านล้านบาท ที่น่าสนใจคือเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.1 ล้านล้านบาทขยายตัวเติบโตขึ้นถึง 80% จากกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและศูนย์ข้อมูล (Data Center)
ชู Data Center โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม WHA เน้นย้ำว่า Data Center คือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) ยุคใหม่ที่พัฒนาจากศูนย์เก็บข้อมูลแบบดั้งเดิมไปสู่ AI Data Center หรือ Hyperscale Data Center หากไทยไม่มีโครงสร้างพื้นฐานส่วนนี้ ก็จะไม่สามารถต่อยอดการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือ Cloud Computing ในระดับประเทศได้เลย
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีเวลาใน การเปลี่ยนผ่าน (Transition) เพียงประมาณ 2 ปีในการเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นเขียวและดิจิทัล (Green & Digital Infrastructure) ก่อนที่จะเสียโอกาสการลงทุนให้แก่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างมาเลเซียหรือสิงคโปร์
SME ไทย ยังใช้ AI แค่ระดับพื้นฐาน
นายซิกเว่ เบรกเก้ ได้สะท้อนภาพความท้าทายในระดับภาคธุรกิจจริง โดยระบุว่าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) คือหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากคิดเป็นสัดส่วนการจ้างงานสูงถึง 70% ของประเทศ และสร้างมูลค่าคิดเป็น 35% ของ GDP โดย 85% ของ SME เหล่านี้เป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท
จากผลสำรวจพบว่า แม้จะมี SME ถึง 70% ที่เริ่มทดลองใช้ AI แล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นการใช้งานระดับพื้นฐาน เช่น การค้นหาข้อมูลผ่าน Google Search มีผู้ประกอบการเพียง 9% เท่านั้นที่นำ AI เข้าไปปรับใช้ในกระบวนการดำเนินธุรกิจและการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจอย่างจริงจัง
แนะออกจาก 3 กรอบความคิดเดิม
สำหรับอุปสรรคสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไม่ใช่เรื่องของตัวเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนกรอบความคิดเดิม (Legacy Mindset) โดยได้ให้ข้อเสนอแนะ 3 ประการสำคัญ ได้แก่
- การลดความซับซ้อนในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย
- การเร่งยกระดับทักษะแรงงานและผู้ประกอบการ (Upskilling) โดยชี้ว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่การโดน AI แย่งงาน แต่คือการที่คนซึ่งใช้ AI ไม่เป็นจะถูกแทนที่โดยคนที่ใช้ AI เป็น
- การสร้างหลักการกำกับดูแล AI อย่างรับผิดชอบ (Responsible AI) ร่วมกับการมีกฎระเบียบที่ยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ SME และ Startup สามารถทดสอบนวัตกรรมได้อย่างปลอดภัย
ชี้ไทยแกร่ง รากฐาน AI อยู่ระดับ 4 ชั้นแรก
นายเดวิด หลี่ ได้นำเสนอภาพรวมเทคโนโลยีและรากฐาน AI ของประเทศไทยผ่านโมเดลคลาสสิก 5 ชั้น (Five-Layer AI Foundation) อันประกอบด้วย ระบบพลังงาน (Power System), โครงสร้างพื้นฐาน Data Center, ระบบการเชื่อมต่อ (Connectivity), ชิปเซ็ตและโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Chipset & Large Model) และชั้นแอปพลิเคชัน (Application)
โดยเปิดเผยข้อมูลว่า ปริมาณการบริโภค Cloud Token ของหัวเว่ยในประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างมหาศาลถึง 185 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน ประเมินว่า ประเทศไทยมีความเข้มแข็งอย่างมากใน 4 ชั้นแรก โดยเฉพาะการเป็นเป้าหมายการลงทุน Data Center ที่มีการก่อสร้างรวมกว่า 3 กิกะวัตต์ (3 GW) และมีระบบการเชื่อมต่อโครงข่ายที่แข็งแกร่ง ทว่าในส่วนของชิปเซ็ตและโมเดลภาษายังคงอ่อนแอเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว
แนะยุทธศาสตร์ AI ไทย ไม่ใช่การทุ่มเงินมหาศาล
ทั้งนี้ มองว่ายุทธศาสตร์ที่ถูกต้องของประเทศไทยจึงไม่ใช่การทุ่มเงินมหาศาลเพื่อแข่งสร้างฮาร์ดแวร์หรือโมเดลขนาดใหญ่แข่งกับมหาอำนาจ แต่คือ การสร้างแพลตฟอร์ม AI ที่ควบคุมและบริหารจัดการได้เอง (Controllable AI Platform) เพื่อไม่ให้ขึ้นกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง การให้ความสำคัญกับ อธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) และการจัดระเบียบข้อมูล (Data Governance) เพื่อปกป้ององค์ความรู้และสินทรัพย์อันมีค่าของประเทศ ตลอดจน การบ่มเพาะและเปิดพื้นที่ให้แก่บุคลากร AI (AI Talent) รุ่นใหม่ในประเทศให้เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ







