
Synology ชี้ช่องว่างธุรกิจไทย ใช้ AI แต่ยังไม่พร้อมรับภัยคุกคาม
Synology เผยผลสำรวจ องค์กรในไทย 38.5% ระบุยังไม่พร้อมรับภัยคุกคามจาก AI ขณะที่เพียง 9.5% มั่นใจมาก แนะเร่งวางระบบข้อมูล–กู้คืน–กำกับใช้งาน
KEY
POINTS
- ผลสำรวจของ Synology พบว่าธุรกิจไทย 38.5% ยังไม่พร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มาพร้อมกับ AI แม้จะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้งานแล้วก็ตาม
- อุปสรรคสำคัญอันดับหนึ่งที่ทำให้องค์กรกังวลในการใช้ AI คือความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (64.4%) ตามมาด้วยคุณภาพของข้อมูลและต้นทุน
- แม้ว่า 92% ขององค์กรจะมีเครื่องมือปกป้องข้อมูล แต่มีเพียง 21.4% ที่มั่นใจว่าจะสามารถกู้คืนระบบจากการโจมตีของแรนซัมแวร์ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
ธุรกิจไทยกำลังเผชิญช่องว่างระหว่างการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน กับความพร้อมด้านข้อมูลและความปลอดภัย เมื่อการลงทุนในเครื่องมือเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากองค์กรยังไม่สามารถควบคุมการใช้ข้อมูล รับมือภัยคุกคาม และกู้คืนระบบให้กลับมาดำเนินธุรกิจได้ทันเวลา
บริษัท ซินโนโลจี้ จำกัด หรือ Synology เปิดเผยผลสำรวจ The Synology 2026 Southeast Asia Business AI Transformation Survey ภายในงาน Synology Press Event 2026 พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจในประเทศไทย 38.5% ระบุว่าองค์กรยังไม่พร้อมรับมือภัยคุกคามจาก AI ขณะที่มีเพียง 9.5% ที่มั่นใจมากว่าพร้อมรับมือ
โครงสร้างพื้นฐานต้องเดินพร้อม AI
นายแอนโทนี่ หยาง (Antoine Yang) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Synology กล่าวว่า AI กำลังขยับจากการเลือกเครื่องมือไปสู่การพิสูจน์ผลลัพธ์ทางธุรกิจ ความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับความสามารถขององค์กรในการจัดเก็บ เข้าถึง ปกป้อง และนำข้อมูลมาใช้ได้ทันต่อการตัดสินใจ
บริษัทเสนอให้องค์กรพัฒนา 3 รากฐานควบคู่กัน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล หรือ Data Infrastructure ความสามารถในการรับมือและกู้คืนระบบ หรือ Cyber Resilience และการใช้ AI ในที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลข้อมูล เพื่อเปลี่ยนการลงทุนให้เป็นผลลัพธ์ที่วัดได้
“AI จะสร้างผลตอบแทนได้เมื่อข้อมูลพร้อม ระบบรองรับ Workload ได้เต็มประสิทธิภาพ และธุรกิจกลับมาดำเนินงานได้เร็วเมื่อเกิดเหตุ ทั้งสามเรื่องต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการนำ AI มาใช้”
ผลสำรวจที่บริษัทเปิดเผยพบว่า 86% ของผู้ตอบในประเทศไทยเห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ AI มีความสำคัญต่อกระบวนการทำงานและผลิตภาพ แต่มีเพียง 31.3% ที่มองว่า “สำคัญมาก” สะท้อนว่าองค์กรเห็นความจำเป็นแล้ว แต่ยังมีโจทย์ด้านการจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนก่อนขยายการใช้งานในวงกว้าง
ขณะเดียวกัน 64.4% มองความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นอุปสรรคอันดับหนึ่งต่อการใช้ AI ตามด้วยคุณภาพและความพร้อมใช้ของข้อมูล 47.3% และต้นทุนการติดตั้งระบบ 33.7%
แอนโทนี่ ระบุว่า แม้องค์กรจะลงทุนในหน่วยประมวลผลกราฟิก หรือ GPU ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่หากระบบจัดเก็บและเส้นทางรับส่งข้อมูลไม่สามารถป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบวิเคราะห์ได้ทัน ก็อาจทำให้ใช้ทรัพยากรประมวลผลได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
องค์กรจึงต้องบริหารทั้งความเร็วและต้นทุน ผ่านการจัดระดับข้อมูลตามลักษณะการใช้งาน หรือ Data Tiering และการลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูล หรือ Data Reduction เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้น
สำรองข้อมูลแล้ว ต้องฟื้นธุรกิจได้
ด้านความสามารถในการรับมือและกู้คืนระบบ ผลสำรวจพบว่า แม้ผู้ตอบในไทย 92% ระบุว่าองค์กรใช้เครื่องมือปกป้องข้อมูลแล้ว แต่มีเพียง 21.4% ที่มั่นใจอย่างมากว่าจะกู้คืนจากการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ได้รวดเร็ว โดยข้อมูลสำรองยังปลอดภัย ขณะที่ 32.5% ยังไม่มั่นใจว่าจะกู้คืนข้อมูลได้เมื่อเกิดเหตุ
ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนว่า การมีข้อมูลสำรองต้องเชื่อมกับความสามารถในการกลับมาดำเนินธุรกิจตามเวลาที่กำหนด เพราะระบบหยุดทำงานส่งผลต่อทั้งรายได้ การให้บริการ และความเชื่อมั่นของลูกค้า
“ทุกนาทีที่ระบบหยุดทำงานส่งผลต่อรายได้ การให้บริการ และความเชื่อมั่นของลูกค้า Backup ที่ดีจึงต้องช่วยให้ธุรกิจกลับมาดำเนินงานได้เร็ว ด้วยข้อมูลสำรองที่แยกจาก Production แก้ไขไม่ได้ และกู้คืนได้จริง” แอนโทนี่กล่าว
บริษัทแนะนำให้องค์กรแยกโครงสร้างพื้นฐานสำรองข้อมูลออกจากระบบใช้งานจริง และใช้หลัก Backup 3-2-1-1-0 ได้แก่ มีข้อมูล 3 ชุด บนสื่อ 2 รูปแบบ เก็บ 1 ชุดนอกสถานที่ และอีก 1 ชุดเป็นข้อมูลที่แก้ไขไม่ได้หรือเก็บแบบออฟไลน์ พร้อมทดสอบการกู้คืนให้ไม่มีข้อผิดพลาด
ขยายระบบจัดเก็บและกู้คืนข้อมูล
สำหรับโซลูชันที่บริษัทนำเสนอภายในงาน ด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลมี PAS7700 ระบบจัดเก็บข้อมูล NVMe SSD สำหรับงานสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ เพื่อช่วยลดคอขวดระหว่างระบบจัดเก็บกับระบบประมวลผล พร้อม FS Series และ RS Series รุ่นใหม่สำหรับงานจัดเก็บข้อมูลทั่วไป
ส่วน DSM 7.4 เพิ่ม Synology Tiering และ Data Reduction บนฮาร์ดดิสก์ เพื่อช่วยบริหารพื้นที่จัดเก็บให้คุ้มค่าขึ้นเมื่อข้อมูลเติบโต
บริษัทนำเสนอกรณีศึกษา Ethos Media Production ซึ่งใช้ PAS7700 เป็นศูนย์กลางจัดเก็บไฟล์แบบ All-flash ความจุ 70 TB รองรับผู้ใช้งานพร้อมกัน 15 คน โดยระบุว่าสามารถลดเวลาอัปโหลดวิดีโอขนาด 100 GB จากประมาณ 40 นาทีเหลือ 2 นาที ช่วยลดเวลารอรับส่งไฟล์และเพิ่มเวลาให้ทีมงานผลิตคอนเทนต์
ด้านการปกป้องข้อมูล ActiveProtect Appliances รวมการบริหารระบบสำรองข้อมูลจากศูนย์กลาง การป้องกันข้อมูลสำรองจากการแก้ไข และทางเลือกแยกระบบสำรองออกจากระบบหลัก หรือ Air-gap ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว
ActiveProtect Manager 2.0 ขยายการรองรับ Nutanix AHV และ Proxmox VE เพิ่มการเข้ารหัสระดับโวลุ่ม และความยืดหยุ่นในการกำหนดปลายทางสำรองและกู้คืนข้อมูล ขณะที่ DP5200 เพิ่มทางเลือกอุปกรณ์ขนาด 1U
Synology ยังเผยแนวทางพัฒนา AI-enhanced Anomaly Detection สำหรับตรวจจับความผิดปกติในข้อมูลสำรอง การสแกนมัลแวร์ก่อนกู้คืน และ Auto Fallback เพื่อค้นหาสำเนาล่าสุดที่ปลอดภัย โดยบริษัทระบุว่า ความสามารถเหล่านี้อยู่ระหว่างการพัฒนา มีเป้าหมายลดความเสี่ยงจากการกู้คืนข้อมูลที่ปนเปื้อนและช่วยให้ธุรกิจกลับมาดำเนินงานได้เร็วขึ้น
สำหรับระบบรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ บริษัทนำเสนอ DVA7400 ซึ่งใช้ AI ช่วยตรวจจับและค้นหาภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อลดเวลาตรวจสอบเหตุการณ์ รวมถึงแนวทางพัฒนา Scale-out Storage และ Hybrid Surveillance เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลและความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น
“ธุรกิจไทยจะขยาย AI ได้อย่างมั่นใจ เมื่อข้อมูลพร้อมใช้ ระบบกู้คืนได้ และการกำกับดูแลทำงานได้จริง รากฐานเหล่านี้ช่วยให้องค์กรเดินหน้าตามความพร้อม พร้อมเปลี่ยนการลงทุนด้าน AI ให้เป็นผลลัพธ์ที่วัดได้” แอนโทนี่กล่าว
คืนเวลาทำงาน ควบคู่กำกับข้อมูล
รหัท บุญตันจีน ผู้จัดการประจำประเทศไทย Synology กล่าวว่า AI มีโอกาสลดเวลางานประจำและเพิ่มผลิตภาพ โดยข้อมูลสำรวจที่บริษัทเปิดเผยระบุว่า บุคลากรในประเทศไทย 73% ใช้เวลากับงานเอกสารแบบ Manual มากกว่า 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
การใช้ AI ช่วยเรียบเรียงเอกสาร สร้างงานนำเสนอ วิเคราะห์ตารางข้อมูล และสรุปการประชุม จึงมีโอกาสคืนเวลาให้ทีมงานมุ่งไปที่งานสร้างรายได้ ยกระดับบริการ และสนับสนุนการตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม โอกาสเพิ่มผลิตภาพมาพร้อมความเสี่ยงด้านข้อมูล โดยผลสำรวจพบว่า 34% ขององค์กรยังไม่มีมาตรการควบคุมการใช้ AI ของพนักงาน มีเพียง 26.1% ที่บังคับใช้ด้วยมาตรการทางเทคนิค และ 47.1% ไม่สามารถมองเห็นว่าเครื่องมือ AI ภายนอกจัดการข้อมูลที่ส่งไปอย่างไร
รหัทระบุว่า องค์กรต้องเปลี่ยนนโยบายให้เป็นการควบคุมที่ตรวจสอบได้ ทั้งสิทธิการเข้าถึง บันทึกกิจกรรม และเส้นทางข้อมูล เพื่อให้ทราบว่าข้อมูลใดถูกนำไปใช้และส่งออกจากระบบ
ด้านเครื่องมือสำหรับการทำงาน บริษัทนำเสนอ Synology Office Suite ซึ่งช่วยปรับแก้เอกสาร สร้างเนื้อหางานนำเสนอ และค้นหาสูตรสำหรับตารางข้อมูล รวมถึงความสามารถของ Synology ChatPlus และ Meet ด้านการสื่อสาร การแปลบทสนทนา และสรุปการประชุม
ส่วน DSM Agent เป็นผู้ช่วยให้ทีมไอทีวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาผ่านคำถามภาษาพูด โดยบริษัทระบุว่ายังคงควบคุมการเข้าถึงข้อมูลตามสิทธิใน DSM เพื่อสนับสนุนการทำงานภายใต้กรอบการเข้าถึงข้อมูลขององค์กร
“AI ในที่ทำงานควรเริ่มจากโจทย์ที่สร้างคุณค่าให้ธุรกิจ พร้อมคำตอบที่ชัดเจนว่าข้อมูลอยู่ที่ใด ใครเข้าถึงได้ และข้อมูลใดถูกส่งออกไป การควบคุมที่ตรวจสอบได้จะช่วยให้องค์กรขยายการใช้งานได้อย่างมั่นใจ” รหัทกล่าว







