
โกลด์แมน แซคส์ ชี้ไทยปรับดัชนี MPI หนุน GDP โตเพิ่มอีก 0.5%
โกลด์แมน แซคส์ เปิดเผยบทวิเคราะห์ชี้ปรับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI ของไทยอาจดัน GDP โตเพิ่ม 0.5% ดันตัวเลขปี 69 พุ่งแตะ 2.9% แต่ยังไม่เป็นเหตุผลให้ ธปท. พิจารณานโยบายการเงิน
KEY
POINTS
- โกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่าการปรับปรุงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ของไทย จะส่งผลให้ตัวเลข GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5%
- การปรับดัชนี MPI เกิดจากการเพิ่มข้อมูลโรงงานส่งออกขนาดใหญ่และสินค้าใหม่ๆ เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสง ที่ไม่เคยถูกนับรวมในตัวอย่างเดิม
- แม้ตัวเลขจะดีขึ้น แต่การเติบโตกระจุกตัวอยู่ในสินค้ากลุ่มอุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสงเป็นหลัก และยังไม่สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในวงกว้าง
- โกลด์แมน แซคส์ เชื่อว่าการปรับเพิ่ม GDP เพียงอย่างเดียว ไม่น่าจะเพียงพอที่จะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับนโยบายการเงินให้เข้มงวดขึ้น
โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) เปิดเผยบทวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจในประเด็นเรื่องการปรับปรุงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ของประเทศไทย ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ว่า การปรับปรุงดัชนี MPI ของไทยอาจทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจถูกปรับขึ้นได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาปรับนโยบายการเงินให้เข้มงวดมากขึ้น
รายงานของโกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2026 สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้ขยายขอบเขตของดัชนี MPI เพื่อครอบคลุมสินค้าและโรงงานใหม่ ได้แก่ แล็ปท็อป อุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสง และเครื่องสำรองไฟฟ้า พร้อมขยายกลุ่มตัวอย่างโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ให้กว้างขึ้น
การทบทวนดังกล่าวมีความเร่งด่วนมากขึ้นหลังสหรัฐฯ เปิดการไต่สวนตามมาตรา 301 เรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ซึ่งอ้างถึงอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยที่ต่ำกว่า 60% ติดต่อกันสองปีว่าเป็นหลักฐานของกำลังการผลิตล้นเกินที่อาจเกิดขึ้น
ทั้งนี้พบว่ากลุ่มตัวอย่างเดิมไม่ได้รวมโรงงานใหม่ที่เน้นส่งออกขนาดใหญ่หลายแห่ง การปรับปรุงครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างการส่งออกที่แข็งแกร่งกับผลผลิตโรงงานที่ซบเซา หลังการปรับปรุง สศอ. ได้ปรับประมาณการการเติบโตของผลผลิตโรงงานปี 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วง 0–0.5% เป็น 2.75–3.75%
GDP ครึ่งแรกปี 69 อาจโตเพิ่มเป็น 2.9%
โกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่า การปรับปรุงดัชนีครั้งนี้อาจทำให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัว 2.9% เมื่อเทียบรายปี จากตัวเลขที่เผยแพร่ 2.4% หรือปรับขึ้นประมาณ 0.5% โดยตัวเลขปี 2568 มีแนวโน้มถูกปรับขึ้นในระดับใกล้เคียงกัน (จาก 2.4% เป็น 2.9%) ส่วนปี 2567 อาจปรับขึ้นเล็กน้อยจาก 3.0% เป็น 3.1%
ประมาณการดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผลผลิตที่เพิ่งถูกนับรวมไม่เคยรวมอยู่ใน GDP ที่เผยแพร่ และการปรับระดับ MPI ขึ้น 1% จะทำให้ GDP ภาคการผลิตที่แท้จริงเพิ่มขึ้น 0.5% ซึ่งเป็นสัมประสิทธิ์ที่ต่ำกว่าค่าที่ได้จากการวิเคราะห์ถดถอยในอดีตประมาณ 0.7% เนื่องจากผลผลิตบางส่วนสะท้อนวัตถุดิบนำเข้า และสินค้าที่เพิ่งนับรวมอาจมีความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิตกับมูลค่าเพิ่มต่างออกไป
ทั้งนี้ ขนาดและช่วงเวลาของการปรับ GDP จริงยังไม่ได้รับการยืนยัน โดย สศอ. ระบุว่าจะส่ง MPI ฉบับปรับปรุงให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ใช้จัดในการทำการวิเคราะห์ GDP ซึ่งภาคการผลิตมีสัดส่วนหนึ่งในสี่ของเศรษฐกิจ โดยกรอบการปรับปรุงข้อมูลของสศช. เปิดให้แก้ไขตัวเลขในอดีตได้ จึงอาจกระทบการเติบโตของปี 2567 และปี 2568 ด้วย
การเติบโตกระจุกตัวที่สินค้าเดียว
โกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า แม้ตัวเลขจะดูดีขึ้น แต่รายงานแจ้งเตือนว่าการเติบโตของภาคการผลิตกระจุกตัวอยู่ที่อุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสงเป็นหลัก โดยช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 ดัชนี MPI ขยายตัว 4.0% เมื่อเทียบรายปี ในจำนวนนี้อุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสงมีส่วนช่วย 3.3%
ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อื่น เช่น เซมิคอนดักเตอร์ วงจรรวม ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ โน้ตบุ๊ก และแผงวงจร รวมกันเพิ่มเพียง 0.7% ส่วนอุตสาหกรรมนอกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ฉุดลง 0.1% หรือแทบไม่เติบโต จึงมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าไทยกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวในวงกว้างที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี หรือจะนำไปสู่ข้อสรุปเชิงนโยบาย
ขณะเดียวกันรายงานยังชี้ด้วยว่า การฟื้นตัวของไทยยังไม่สม่ำเสมอ ธุรกิจ SMEs ซึ่งคิดเป็น 70% ของการจ้างงานและ 30% ของ GDP ยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเงิน โดยการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคส่วนนี้หดตัวติดต่อกัน 16 ไตรมาส และเผชิญต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ย 6.9% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับ 3% ของบริษัทขนาดใหญ่
นอกจากนี้ ยอดการติดลบของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 100,000 ล้านบาท เป็นอีกแรงกดดันสำคัญ ซึ่งโกลด์แมน แซคส์ คาดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพยายามจำกัดผลขาดทุนเพิ่มเติม เพิ่มโอกาสที่ต้นทุนพลังงานจะถูกส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจและผู้บริโภค ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น พร้อมกับบีบอัตรากำไรและกำลังซื้อของครัวเรือนด้วย
โกลด์แมน แซคส์ สรุปว่า การปรับ GDP ขึ้นและเงินเฟ้อที่เร่งตัวจากราคาเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว ไม่น่าเพียงพอที่จะทำให้ ธปท. คุมเข้มนโยบายการเงิน และคาดว่า ธปท. จะให้น้ำหนักกับประเด็นว่าเงินเฟ้อจะลุกลามเกินหมวดพลังงานและคงอยู่ต่อเนื่องหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่ธุรกิจขนาดเล็กยังอยู่ภายใต้แรงกดดัน หากเงินเฟ้อนอกหมวดพลังงานยืดเยื้อ จะยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับการตอบสนองด้วยนโยบายต่อไป







