
MPI ส.ค. 69 โต 4.44% อานิสงส์ AI-Data Center ดันอุปกรณ์สื่อสารพุ่ง 24.41%
เปิดตัวเลข MPI ส.ค. 69 โต 4.44% อุปกรณ์สื่อสาร-ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แรง รับกระแส AI โลก เผยปรับโฉม MPI รับอุตฯใหม่ เพิ่มโน้ตบุ๊ก-Optical Transceiver สะท้อนเศรษฐกิจไทยแม่นขึ้น
KEY
POINTS
- ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 103.43 ขยายตัว 4.44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- ปัจจัยบวกสำคัญมาจากอุตสาหกรรมอุปกรณ์สื่อสารที่เติบโตสูงถึง 24.41%
- การขยายตัวของอุปกรณ์สื่อสารได้รับอานิสงส์จากกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ทั่วโลกที่เติบโตต่อเนื่อง
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ. ได้ดำเนินการปรับปรุงดัชนีผลผลิคอุตสาหกรรม (MPI) เพื่อให้ MPI สามารถสะท้อนโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทยให้เป็นปัจจุบัน ครอบคลุมการลงทุนใหม่ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นใหม่ในตลาดโลก
โดยปรับปรุงในประเด็นเพิ่มความครอบคลุม (Coverage) และเพิ่มกลุ่มตัวอย่างข้อมูลโรงงาน (Sampling) ผ่านคณะทำงานปรับปรุงข้อมูลเศรษฐกิจ ซึ่งมีหน่วยงานทางเศรษฐกิจเป็นองค์ประกอบ เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กรมศุลกากร ภายใต้หลักเกณฑ์การพิจารณาจากความสำคัญของผลิตภัณฑ์ที่มีต่อการสร้างมูลค่าหรือรายได้ให้กับประเทศผ่านการส่งออก
เพิ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าการส่งออกสูง
ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มเติมเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการส่งออกสูง และมีโนวโน้มการส่งออกขยายตัวอย่างต่อเนื่องตามความต้องการผลิตภัณฑ์ใหม่ของตลาดโลก สำหรับการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างข้อมูลโรงงานที่นำมาจัดทำดัชนีอุตสาหกรรมจะเป็นผู้ผลิตรายสำคัญและมีมูลค่าการผลิตสูงในลำดับต้น ๆ ของกลุ่มผลิตภัณฑ์นั้น นอกจากนี้ข้อมูลโรงงานต้องมีความสมบูรณ์ ถูกต้อง และต่อเนื่อง
“สศอ. ได้ทำการเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างการผลิต ได้แก่ เครื่องโน้ตบุ๊กและแล็ปท็อป อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณแบบออปติคอล (Optical Transceiver) และเครื่องสำรองไฟสำหรับหน่วยประมวลผล รวมถึงเพิ่มกลุ่มตัวอย่างโรงงานที่เปิดดำเนินการใหม่ในกลุ่ม Integrated Circuits และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ทำให้การจัดทำดัชนีครอบคลุมกิจกรรมการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยมากขึ้น โดยผลของการปรับปรุงส่งผลให้ดัชนี MPI เดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 103.43 ขยายตัว 4.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตขยับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 58.28%”
อย่างไรก็ดี เนื่องจากการจัดทำดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในปัจจุบันใช้วิธีการถ่วงน้ำหนักแบบคงที่ (Fixed Weight) หรือปีฐาน ซึ่งปัจจุบันใช้ปี 2564 เป็นปีฐาน แต่โครงสร้างอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและอาจใช้เวลาน้อยกว่า 5 ปี บางประเทศจึงใช้วิธีปรับค่าถ่วงน้ำหนักเป็นรายปีผ่านการเชื่อมโยงดัชนีแบบต่อเนื่อง (Chain-link Approach) เช่น สิงคโปร์ รวมถึงการสำรวจผลิตภัณฑ์และโรงงานที่มีการลงทุนใหม่ในประเทศ ซึ่งให้ความสำคัญกับความถูกต้อง และต่อเนื่องของข้อมูลที่จะนำมาจัดทำดัชนีอุตสาหกรรม โดย สศอ. จะนำแนวทางดังกล่าวมาทดสอบในระยะต่อไปเพื่อให้ดัชนีสามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกับหลักวิชาการที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากล
อุตฯหลักส่งผลบวก-ลบ
สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนสิงหาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบด้วย
- อุปกรณ์สื่อสาร ขยายตัว 24.41% จากอุปกรณ์ในการรับ/ส่งสัญญาณแบบออปติคอล จากกระแสลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI/Data Center ทั่วโลกที่เติบโตต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งอาจมีการเร่งผลิตเพื่อส่งออกล่วงหน้า เนื่องจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ประกอบกับผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวเนื่องมีคำสั่งซื้อปรับตัวเพิ่มขึ้น
- ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ขยายตัว 8.14% จากน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันเบนซินที่มีการขยายตัวจากฐานต่ำในปีก่อน เนื่องจากโรงกลั่นบางรายหยุดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ตามวาระ (Major Turnaround) ในช่วงเดือน ก.ค. – ส.ค. 2568
- ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัว 14.55% จาก Printed Circuit Board Assembly (PCBA) เป็นหลัก ตามการขยายตัวของตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านนโยบายภาษีนำเข้า
ด้านอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนสิงหาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบด้วย
- พลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้น หดตัว 13.37% จาก Polyethylene (PE), Ethylene และ Polypropylene (PP) เป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุง และบางรายมีการขาดแคลนวัตถุดิบจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง หดตัว 10.91% จาก Hard Disk Drive (HDD) เป็นหลัก เนื่องจากฐานสูงในปีก่อนที่ผู้ผลิตมีการเร่งผลิตรองรับคำสั่งซื้อที่ค้างจากช่วงก่อนหน้า ประกอบกับอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าบางตลาดชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุนพลังงาน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของการค้าโลก
- เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน หดตัว 7.64% จากเหล็กเส้นข้ออ้อย เหล็กลวด และเหล็กเส้นกลม เป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุง ประกอบกับคำสั่งซื้อจากลูกค้าลดลง ขณะที่ตลาดในประเทศยังเผชิญแรงกดดันจากการนำเข้าเหล็กสำเร็จรูปราคาต่ำ







