
มหาดไทย งัดกฎกระทรวงคุม Data Center แบ่ง 8 ประเภท รับลงทุนทะลัก
กระทรวงมหาดไทยเร่งคลอดกฎกระทรวงคุมเข้ม Data Center รับมือกระแสการลงทุนทะลัก คาดใช้ไฟฟ้าพุ่ง 2 หมื่นเมกะวัตต์ แบ่งกลุ่มดูแล 8 ประเภท คุมเข้มมาตรฐาน คาดมีผลบังคับใช้ มิ.ย. 2570
KEY
POINTS
- กระทรวงมหาดไทยเตรียมออกกฎกระทรวงเพื่อควบคุมอาคารดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ เพื่อรองรับการลงทุนที่เพิ่มขึ้นและจัดการผลกระทบด้านการใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมหาศาล
- มีการจำแนกอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ออกเป็น 8 ประเภทตามขนาดกำลังไฟฟ้า ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงสำรอง และพื้นที่อาคาร เพื่อกำหนดมาตรการควบคุมที่แตกต่างกัน
- กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดสำหรับอาคารทุกประเภท ทั้งด้านโครงสร้าง การรับน้ำหนัก การป้องกันอัคคีภัย ระบบไฟฟ้าสำรอง การจัดเก็บเชื้อเพลิง และระบบระบายความร้อน
- บังคับให้ผู้ประกอบการต้องจัดทำประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และให้อาคารที่เปิดดำเนินการอยู่แล้วต้องปรับปรุงระบบความปลอดภัยให้เป็นไปตามกฎใหม่ภายใน 1 ปี
กระแสการหลั่งไหลของอุตสาหกรรม ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เข้าสู่ประเทศไทยจำนวนมาก สร้างความกังวลต่อการใช้ทรัพยากรทั้งไฟฟ้าและน้ำอย่างมหาศาล โดยคาดว่าดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะเข้ามาตั้งมีความต้องการใช้ไฟฟ้ากว่า 2 หมื่นเมกะวัตต์ ซึ่งเกินครึ่งหนึ่งของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศอันเป็นภาระในการจัดหาทรัพยากรมากกว่าเม็ดเงินที่เข้ามาลงทุน
คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และกฎระเบียบรองรับการขยายตัว
ล่าสุดบอร์ดเห็นชอบจำแนกอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ออกเป็น 8 ระดับ (Tiers) โดยใช้เกณฑ์ขนาดกำลังไฟฟ้า ควบคู่กับปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และขนาดพื้นที่อาคาร เพื่อป้องกันปัญหาด้านอัคคีภัยและสิ่งแวดล้อม
แหล่งข่าวจากกรมโยธาธิการและผังเมืองเปิดเผยว่า คณะกรรมการควบคุมอาคารได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการยกร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการควบคุมอาคารที่ประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมีนายนิเวศน์ ล้ำเลิศลักษณชัย วิศวกรใหญ่ กรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นประธาน เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายควบคุมอาคารประเภทนี้ จึงจำเป็นต้องกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน
แบ่ง 8 ประเภท ตามกำลังไฟฟ้า-น้ำมันสำรอง
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงจำแนกอาคารออกเป็น 8 ประเภท เริ่มจาก ประเภทที่ 0 ศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กที่มีกำลังไฟฟ้าน้อยกว่า 0.5 เมกะวัตต์ สำรองน้ำมันน้อยกว่า 6,000 ลิตร พื้นที่น้อยกว่า 10,000 ตารางเมตร ต้องลงทะเบียนและอัปเดตข้อมูลการใช้งานต่อหน่วยงานรัฐ
ประเภทที่ 1 ใช้กำลังไฟฟ้า 0.5 ถึงไม่ถึง 1 เมกะวัตต์ สำรองน้ำมัน 6,000 ถึงไม่ถึง 12,000 ลิตร ต้องจัดทำรายงานผลการดำเนินงานประจำปีด้านพลังงาน ครอบคลุมการปลดปล่อยคาร์บอน การใช้พลังงานหมุนเวียน ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจริง อัตราส่วนประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (PUE) และอัตราส่วนการใช้น้ำ (WUE)
ประเภทที่ 2 ใช้กำลังไฟฟ้า 1 ถึงไม่ถึง 5 เมกะวัตต์ สำรองน้ำมัน 12,000 ถึงไม่ถึง 60,000 ลิตร โครงการที่มีมิเตอร์หรือหม้อแปลงตั้งแต่ 1,000 กิโลวัตต์ หรือ 1,175 กิโลโวลต์แอมแปร์ขึ้นไป หรือใช้พลังงานตั้งแต่ 20 ล้านเมกะจูลต่อปี ต้องจัดทำแผนการจัดการพลังงานและน้ำ
กลุ่มขนาดกลางถึงใหญ่ ได้แก่ ประเภทที่ 3.1 กำลังไฟฟ้า 5 ถึงไม่ถึง 10 เมกะวัตต์ สำรองน้ำมัน 60,000 ถึงไม่ถึง 90,000 ลิตร ประเภทที่ 3.2 กำลังไฟฟ้า 10 ถึงไม่ถึง 20 เมกะวัตต์ สำรองน้ำมัน 90,000 ถึงไม่ถึง 180,000 ลิตร และ ประเภทที่ 3.3 กำลังไฟฟ้า 20 ถึงไม่ถึง 50 เมกะวัตต์ สำรองน้ำมัน 180,000 ถึงไม่ถึง 600,000 ลิตร
ประเภทที่ 3 ทั้งหมดต้องประเมินผลกระทบเชิงบูรณาการ หากตั้งในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านโครงข่ายไฟฟ้าหรือแหล่งน้ำ (Grid/Water Hotspot) ต้องผ่านกระบวนการยืนยันความสามารถในการจ่ายพลังงานและน้ำจากหน่วยงานสาธารณูปโภค (Utility Confirmation)
ประเภทที่ 4 อาคารขนาดใหญ่ ใช้กำลังไฟฟ้า 50 ถึงไม่ถึง 200 เมกะวัตต์ สำรองน้ำมัน 600,000 ถึง 2,400,000 ลิตร
ประเภทที่ 5 ใช้กำลังไฟฟ้าตั้งแต่ 200 เมกะวัตต์ขึ้นไป สำรองน้ำมันตั้งแต่ 2,400,000 ลิตรขึ้นไป โครงการกลุ่มนี้ รวมถึงโครงการเดี่ยวที่มีกำลังไฟฟ้าตั้งแต่ 50 เมกะวัตต์ขึ้นไป หรือกลุ่มคลัสเตอร์รวมตั้งแต่ 100 เมกะวัตต์ขึ้นไป ต้องเข้าสู่กระบวนการทบทวนแผนพลังงานระดับชาติ (National Strategic Review) และบริหารกำลังการใช้ไฟฟ้าแบบแบ่งระยะ
อาคารควบคุมการใช้-มาตรฐานไฟฟ้าสำรอง
ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้อาคารดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดเป็น “อาคารประเภทควบคุมการใช้” ตามมาตรา 32 (2) แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ต้องตรวจสอบระบบไฟฟ้าและความปลอดภัยก่อนเปิดใช้ อาคารที่ไม่เป็นอาคารเดี่ยวและมีพื้นที่น้อยกว่า 10,000 ตารางเมตร ต้องมีระบบจ่ายไฟฟ้าสำรองฉุกเฉินแยกอิสระ ทำงานอัตโนมัติทันทีเมื่อไฟฟ้าปกติหยุด และจ่ายไฟต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง ส่วนอาคารพื้นที่ตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535)
เนื่องจากอุปกรณ์ในดาต้าเซ็นเตอร์มีน้ำหนักมหาศาล ร่างกฎกระทรวงกำหนดเกณฑ์รับน้ำหนักพื้นอย่างเข้มงวด โดยห้องเครื่องแหล่งจ่ายไฟฟ้าสำรองต้องรับน้ำหนักได้ไม่น้อยกว่า 1,500 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ห้องแบตเตอรี่ (Battery Room/ESS) ต้องรับได้ไม่น้อยกว่า 1,500 กิโลกรัมต่อตารางเมตรสำหรับอาคารน้อยกว่า 10,000 ตารางเมตร และ 2,000 กิโลกรัมต่อตารางเมตรสำหรับอาคารขนาดใหญ่
ส่วนห้องเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและห้องเครื่องทำความเย็น (Chiller Plant) ต้องรับได้ไม่น้อยกว่า 2,000 กิโลกรัมต่อตารางเมตร พร้อมติดตั้งฐานแยกอิสระ (Inertia Base) ลดการสั่นสะเทือน
เข้มดับเพลิง-กักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงสำรอง
ตัวอาคารหรือห้องที่ตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าต้องก่อสร้างด้วยวัสดุทนไฟ ผนังมีอัตราการทนไฟไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมงสำหรับอาคารน้อยกว่า 10,000 ตารางเมตร และ 3 ชั่วโมงสำหรับอาคารขนาดใหญ่ ต้องติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติชนิดพิเศษ เช่น ระบบละอองน้ำแรงดันสูง (Water Mist) ระบบสารสะอาด หรือระบบโฟม โดยห้ามใช้สปริงเกอร์น้ำธรรมดาแบบท่อเปียกเด็ดขาด เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
การกักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาน้ำมัน พ.ศ. 2567 โดยแบ่งเกณฑ์ตามปริมาณ เช่น ไม่เกิน 15,000 ลิตร เป็นลักษณะที่สอง มากกว่า 15,000 ถึง 60,000 ลิตร เป็นลักษณะที่สามประเภทอนุญาต ต้องมีระยะปลอดภัยจากเขตพระราชฐานไม่น้อยกว่า 500 เมตร กรณีมากกว่า 90,000 ถึง 180,000 ลิตร ต้องมีระยะปลอดภัยจากสถานศึกษา ศาสนสถาน สถานพยาบาล หรือโบราณสถานไม่น้อยกว่า 100 เมตร และเขตพระราชฐานไม่น้อยกว่า 500 เมตร
หากมากกว่า 500,000 ลิตรขึ้นไป เข้าข่ายเป็นคลังน้ำมันเพื่อใช้เอง ต้องมีระยะปลอดภัยจากสถานที่สำคัญไม่น้อยกว่า 200 เมตร และเขตพระราชฐานไม่น้อยกว่า 1,000 เมตร พร้อมติดตั้งรางระบายน้ำฝนแยกและถังดักคราบน้ำมัน (Oil Separator) ป้องกันน้ำมันรั่วไหลลงแหล่งน้ำ
ระบบทำความเย็น-ป้องกันน้ำรั่วซึม
ระบบระบายความร้อนและระบายอากาศต้องออกแบบควบคุมอุณหภูมิและทิศทางลม ป้องกันการสะสมความร้อนเกินขีดจำกัด (Thermal Runaway) และลดมลพิษทางความร้อน โดยทิศทางลมร้อนจากหอผึ่งความเย็นหรือคอนเดนเซอร์ต้องไม่หันเข้าหาอาคารข้างเคียงในระยะกระชั้นชิด อาคารทุกประเภทต้องติดตั้งระบบระบายอากาศฉุกเฉิน (Dedicated Exhaust System) ทำงานแยกอิสระ
อาคารที่ใช้ระบบทำความเย็นด้วยน้ำต้องมีถังเก็บน้ำสำรอง (Cooling Water Storage) จ่ายน้ำต่อเนื่อง
ไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมงสำหรับอาคารตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป และ 24 ชั่วโมงสำหรับอาคารน้อยกว่า 10,000 ตารางเมตร กรณีประปาสาธารณะหยุดชะงัก นอกจากนี้ห้ามเดินท่อน้ำหลักผ่านเพดานหรือภายในห้องโถงข้อมูล (Data Hall) เว้นแต่ท่อระบบดับเพลิงที่มีระบบตรวจจับน้ำรั่วซึม (Water Leak Detection)
ป้องกันฟ้าผ่า-ประกันภัยบุคคลที่สาม
อาคารสูงหรือขนาดใหญ่พิเศษต้องติดตั้งระบบป้องกันฟ้าผ่า ระบบไฟส่องสว่างสำรอง และระบบตรวจจับควันความไวสูง (VESDA) ในห้องโถงข้อมูล เมื่อตรวจพบสัญญาณเตือนขั้นต้น (Pre-alarm) ต้องส่งสัญญาณไปยังห้องควบคุมปฏิบัติการ (NOC) ทันที และเมื่อระบบทำงานเต็มรูปแบบ ต้องปลดล็อกประตูควบคุมการเข้าออกทั่วอาคารอัตโนมัติเพื่อให้อพยพได้อย่างปลอดภัย
ร่างกฎกระทรวงยังบังคับให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารทุกแห่งจัดทำประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก เพื่อเยียวยาความเสียหายจากอัคคีภัย การระเบิด หรือการรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมีอันตราย
สำหรับอาคารที่ได้รับใบอนุญาตหรือเปิดดำเนินการก่อนกฎกระทรวงมีผล แม้ได้รับยกเว้นด้านโครงสร้างเดิม แต่ต้องปรับปรุงระบบไฟฟ้าสำรอง ระบบความปลอดภัยอัคคีภัย และมาตรการสิ่งแวดล้อมให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี หากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตรวจพบสภาพไม่ปลอดภัย มีอำนาจสั่งการตามมาตรา 46 ให้แก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด
ไทม์ไลน์การบังคับใช้กฎกระทรวงใหม่
ร่างกฎกระทรวงคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการควบคุมอาคารในเดือนตุลาคม 2569 จากนั้นส่งต่อกองนิติการและคณะกรรมการร่างกฎหมายประจำกระทรวงในเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2569 ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการในเดือนมกราคม 2570 และเข้าสู่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในช่วงกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2570
เมื่อ ครม. รับทราบในเดือนเมษายน 2570 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะลงนามประกาศใช้ในเดือนพฤษภาคม 2570 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน หรือภายในเดือนมิถุนายน 2570







