thansettakij
thansettakij
บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เคาะ 5 กลุ่มใช้ไฟ - 2 อัตราค่าไฟ จุดเปลี่ยนนโยบาย Data Center ไทย

บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เคาะ 5 กลุ่มใช้ไฟ - 2 อัตราค่าไฟ จุดเปลี่ยนนโยบาย Data Center ไทย

บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เคาะ 5 กลุ่มใช้ไฟ - 2 อัตราค่าไฟ จุดเปลี่ยนนโยบาย Data Center ไทย โดย อาจารย์ ดร.เมทังกร เสริมสุข วิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)

วันที่ 1 ตุลาคม 2569 อาจถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรม Data Center ประเทศไทย เมื่อคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” มีมติเห็นชอบแนวนโยบายสำคัญหลายเรื่อง โดยเฉพาะการจัดประเภท Data Center ตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าออกเป็น 5 กลุ่ม พร้อมวางหลักการเรื่องอัตราค่าไฟฟ้า 2 รูปแบบ เพื่อแยกระหว่างการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดกับไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ โดยพลังงานสะอาดจะมีอัตราที่ถูกกว่า ทั้งนี้รายละเอียดอัตราค่าไฟที่เป็นตัวเลขยังอยู่ระหว่างการจัดทำในขั้นตอนต่อไป (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นเพียงการ “แบ่งกลุ่มค่าไฟ” แต่หากมองในมิติวิศวกรรมและนโยบายพลังงาน นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนวิธีคิดของประเทศไทยต่อ Data Center ครั้งสำคัญ เพราะ Data Center ขนาด 1 MW กับ AI Data Center ขนาดมากกว่า 200 MW ไม่ควรถูกมองว่าเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทเดียวกัน ผลกระทบต่อ Grid, โรงไฟฟ้า, LNG, Renewable Energy, ระบบสายส่ง น้ำ ระบบ Cooling และสิ่งแวดล้อมแตกต่างกันอย่างมาก คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ประเทศไทยจะมีไฟพอสำหรับ Data Center หรือไม่?” แต่ต้องถามใหม่ว่า “เราจะจัดสรรไฟฟ้าให้ Data Center แต่ละขนาดอย่างไร ให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด โดยไม่ผลักต้นทุนให้ผู้ใช้ไฟรายอื่น?”

ดร.เมทังกร เสริมสุข

 

5 กลุ่ม Data Center ใหม่ แบ่งด้วย “MW”

ตามข้อมูลที่เปิดเผยภายหลังการประชุม บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เห็นชอบหลักการแบ่ง Data Center ตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 0-1 MW กลุ่มที่ 2 1-5 MW กลุ่มที่ 3 5-50 MW กลุ่มที่ 4 50-200 MW และกลุ่มที่ 5 มากกว่า 200 MW โดยเป็นการแบ่งตามขนาดการใช้ไฟฟ้า ไม่ใช่แบ่งตามว่าเป็น Enterprise, Colocation, Hyperscale หรือ AI Data Center 

นี่เป็นแนวคิดที่มีเหตุผลในมุม Infrastructure เพราะ “MW” เป็นหนึ่งในตัวแปรที่สะท้อนผลกระทบของ Data Center ต่อระบบไฟฟ้าได้ชัดเจนที่สุด แต่ในอนาคตควรกำหนด Boundary ให้ชัดด้วยว่า MW ที่ใช้จัดประเภทหมายถึง IT Load, Maximum Demand, Contract Demand หรือ Total Facility Load เพราะตัวเลขเหล่านี้ไม่เหมือนกัน และจะมีผลโดยตรงต่อการจัดประเภทโครงการ

1 MW กับ 200 MW ต่างกันมากกว่าที่ตัวเลขบอก

เพื่อให้เห็นภาพ ลองสมมติว่าโหลดทำงานเต็มกำลังตลอด 8,760 ชั่วโมงต่อปี Data Center ขนาด 1 MW จะใช้พลังงานประมาณ 8.76 GWh/ปี ขนาด 5 MW จะอยู่ที่ประมาณ 43.8 GWh/ปี ขนาด 50 MW เท่ากับ 438 GWh/ปี และขนาด 200 MW จะสูงถึง 1.752 TWh/ปี หากก้าวไปสู่ AI Campus ขนาด 500 MW ตัวเลขทางทฤษฎีจะเพิ่มเป็น 4.38 TWh/ปี และหากประเทศไทยมี Data Center Campus ระดับ 1 GW จะเทียบเท่าพลังงานถึง 8.76 TWh/ปี หากใช้กำลังระดับนั้นอย่างต่อเนื่องทั้งปี

ดังนั้นเมื่อ Data Center มีขนาดมากกว่า 200 MW เราไม่ได้กำลังพูดถึง “อาคารที่ใช้ไฟเยอะ” แต่กำลังพูดถึง Strategic Energy Load ที่สามารถมีผลต่อการวางแผนระบบไฟฟ้าระดับประเทศ

กลุ่ม 0-1 MW: ยังเป็นระดับอาคาร แต่ต้องมีมาตรฐาน

กลุ่มแรกคือ Data Center ขนาดไม่เกินประมาณ 1 MW อาจพบใน Enterprise Data Center, Edge Data Center, Server Facility ขององค์กร หรือระบบประมวลผลเฉพาะทาง Data Center กลุ่มนี้อาจไม่ได้สร้างผลกระทบต่อ Grid ระดับประเทศมากนักเมื่อพิจารณาเป็นรายโครงการ แต่ยังต้องมีมาตรฐานด้าน Electrical Safety, Fire Protection, Cooling, Backup Power และ Security ที่เหมาะสม

สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นคือการนำข้อกำหนดของ AI Campus ขนาด 500 MW ไปบังคับกับ Data Center ขนาด 500 kW ทุกเรื่อง เพราะ Regulation ที่ดีควรเป็น Risk-Based และ Size-Based ยิ่งผลกระทบมาก การกำกับยิ่งเข้มขึ้น

กลุ่ม 1-5 MW: เริ่มเข้าสู่ Data Center เฉพาะทาง

เมื่อกำลังไฟเพิ่มเป็น 1–5 MW Infrastructure จะเริ่มซับซ้อนขึ้น Transformer, UPS, Generator และ Cooling Plant มีขนาดใหญ่ขึ้น และอาจเริ่มมี Redundancy เพื่อรองรับ Reliability ที่สูงขึ้น Data Center 5 MW หากใช้เต็มกำลังตลอดปี จะใช้พลังงานประมาณ 43.8 GWh ดังนั้นแม้จะยังไม่ใช่ Hyperscale แต่ก็ไม่ใช่ Load ขนาดเล็กอีกต่อไป ระดับนี้ควรเริ่มติดตามตัวชี้วัดอย่าง PUE, WUE และ Maximum Demand อย่างจริงจัง

กลุ่ม 5-50 MW: จากอาคารสู่ Industrial Load

เมื่อ Data Center เข้าสู่ช่วง 5–50 MW ลักษณะการใช้พลังงานเริ่มใกล้เคียงผู้ใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การพิจารณาโครงการจึงควรมองออกไปนอกตัวอาคารว่า Substation ในพื้นที่รองรับหรือไม่ Transmission และ Distribution System ต้อง Upgrade หรือไม่ มี Water Availability เพียงพอหรือไม่ Cooling Technology ใช้น้ำมากเพียงใด Fiber มี Route Diversity หรือไม่ และหากมี Data Center หลายแห่งมากระจุกตัวในพื้นที่เดียวกัน ผลกระทบสะสมจะเป็นอย่างไร นี่คือจุดที่แนวคิดเรื่อง Data Center Zoning เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น

กลุ่ม 50-200 MW: ต้องมองถึง Grid Impact

เมื่อเข้าสู่ช่วง 50–200 MW เรากำลังพูดถึง Hyperscale หรือ AI Data Center ขนาดใหญ่ Data Center 200 MW ที่เดินเต็มกำลังตลอดปีมีพลังงานทางทฤษฎีประมาณ 1.752 TWh ต่อปี ดังนั้น Data Center เพียงไม่กี่แห่งสามารถเปลี่ยน Load Forecast ของจังหวัดหรือพื้นที่หนึ่งได้อย่างมีนัยสำคัญ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ประเทศมีกำลังผลิตไฟฟ้าเพียงพอหรือไม่?” แต่คือ “ไฟฟ้า 200 MW สามารถส่งมาถึง Site นี้ได้เมื่อไร?” นี่คือเรื่องของ Time to Power ประเทศไทยอาจมีกำลังผลิตไฟฟ้าเพียงพอในภาพรวม แต่ไม่ได้หมายความว่า Substation และ Transmission System ทุกพื้นที่จะสามารถรองรับ Load เพิ่ม 200 MW ได้ทันที ดังนั้นการอนุมัติ Data Center ขนาดนี้ควรเดินคู่กับ Grid Impact Assessment และแผนพัฒนา Infrastructure ที่ชัดเจน

มากกว่า 200 MW: ต้องมองเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานประเทศ

กลุ่มที่ 5 หรือ Data Center มากกว่า 200 MW คือกลุ่มที่ควรได้รับความสนใจมากที่สุด เพราะ AI Campus ในอนาคตสามารถขยายจาก 200 MW ไปสู่ 500 MW และอาจถึงระดับ Gigawatt เมื่อถึงระดับนี้ Data Center ไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ซื้อไฟฟ้า” แต่เริ่มมีความสัมพันธ์กับ Generation Planning, Transmission Planning, Natural Gas และ LNG, Renewable Energy, Energy Storage, Water Infrastructure และ National Energy Security

ดังนั้นการอนุมัติ Data Center ขนาดใหญ่มากควรตอบให้ได้ว่า ไฟฟ้ามาจากไหน? ใครลงทุน Grid? ต้องเพิ่ม LNG Import หรือไม่? Renewable Energy มาจากโครงการใด? หาก Data Center ใช้ไฟไม่ถึง Capacity ที่จองไว้ ใครรับต้นทุน Infrastructure? และต้นทุนเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศหรือไม่? นี่คือเหตุผลว่าทำไมการกำหนดอัตราค่าไฟเฉพาะ Data Center จึงมีความสำคัญ

จุดเปลี่ยนสำคัญ: ค่าไฟ 2 อัตรา

อีกมติที่น่าสนใจอย่างมากคือแนวทางแบ่งค่าไฟสำหรับ Data Center เป็น 2 อัตรา แนวทางที่เปิดเผยคือ Data Center ที่ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดจะได้รับอัตราค่าไฟที่ถูกกว่าการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ ขณะที่รายละเอียดตัวเลขอัตราค่าไฟจะต้องผ่านการจัดทำรายละเอียดในขั้นตอนถัดไป (กรมส่งเสริมการเกษตร)

นี่คือ Policy Signal ที่สำคัญมาก เพราะประเทศไทยกำลังใช้ “ราคาไฟฟ้า” เป็นเครื่องมือผลักดันอุตสาหกรรม Data Center ไปสู่ Clean Energy จากเดิมที่การใช้ Renewable Energy อาจถูกมองว่าเป็นเรื่อง ESG หรือ Carbon Reduction กำลังเปลี่ยนเป็นเรื่องของ Operating Cost โดยตรง ถ้า RE ถูกกว่า ผู้ประกอบการย่อมมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด

แต่ RE กับก๊าซไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนกัน

สิ่งที่ต้องระวังคืออย่าตีความว่า เมื่อค่าไฟ RE ถูกกว่าแล้ว Data Center สามารถเลือก “RE แทนก๊าซ” ได้ทุกชั่วโมงอย่างง่าย ๆ Solar ผลิตไฟตามแสงอาทิตย์ Wind ผลิตตามสภาพลม แต่ Data Center ต้องใช้ไฟ 24 ชั่วโมง ดังนั้น Renewable Energy และ Firm Power ทำหน้าที่แตกต่างกัน

RE ช่วยลด Carbon และลดการพึ่งพา Fossil Fuel ขณะที่ Firm Generation, Grid, Storage และ Reserve ทำหน้าที่รักษา Reliability ในช่วงที่ Renewable Energy ผลิตไม่เพียงพอ ในบริบทประเทศไทย ก๊าซธรรมชาติและ LNG จึงยังมีบทบาทต่อความมั่นคงและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่าน

โจทย์จึงไม่ใช่ “RE หรือ Gas?” แต่คือ “จะผสม RE + Storage + Grid + Firm Power อย่างไร ให้ Data Center ได้ทั้ง Reliability, Low Carbon และ Competitive Cost?”

Direct PPA จะมีบทบาทมากขึ้น

การกำหนดค่าไฟพลังงานสะอาดให้มีความได้เปรียบจะยิ่งมีความหมายเมื่อเชื่อมกับ Direct PPA เพราะ Data Center ขนาดใหญ่สามารถทำสัญญาซื้อพลังงานหมุนเวียนจากผู้ผลิตไฟฟ้าได้โดยตรงภายใต้กรอบที่รัฐกำหนด นี่ทำให้ Renewable Energy ไม่ใช่เพียงสิ่งที่ Data Center ซื้อ Certificate มาชดเชยในภายหลัง แต่สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Energy Procurement Strategy ตั้งแต่วันออกแบบโครงการ

และสำหรับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่มีเป้าหมาย Carbon Neutrality หรือ Net Zero ความสามารถในการเข้าถึงพลังงานสะอาดจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการเลือกประเทศลงทุน

แต่อัตรา RE ที่ถูกกว่า ต้องตอบคำถามว่าใครจ่ายค่า Firmness

นี่เป็นโจทย์ทางเศรษฐศาสตร์พลังงานที่สำคัญ สมมติ Data Center ซื้อ Solar Electricity ราคาถูกในเวลากลางวัน แต่ Data Center ยังคงต้องใช้ไฟเวลา 2 นาฬิกา ระบบไฟฟ้าจึงยังต้องมี Generation, Grid หรือ Storage เตรียมไว้รองรับ

คำถามคือ ต้นทุนของ Reliability ส่วนนี้อยู่ที่ใคร? หากไม่ได้ออกแบบ Tariff อย่างรอบคอบ อาจเกิดสถานการณ์ที่ Data Center ได้รับ RE ราคาถูก แต่ต้นทุนในการรักษา Grid และ Firm Capacity ถูกผลักไปยังผู้ใช้ไฟรายอื่น

ดังนั้นอัตราค่าไฟ Data Center ที่ดีต้องสะท้อนอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ Energy Cost, Grid Cost และ Reliability/Firmness Cost อย่างเหมาะสม เพื่อให้หลักการ “ผู้ก่อให้เกิดต้นทุนควรรับผิดชอบต้นทุน” ทำงานได้จริง

MW อย่างเดียวอาจยังไม่พอ

การแบ่ง 5 กลุ่มตาม MW เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ในระยะต่อไปประเทศไทยควรพิจารณา KPI เพิ่มเติม เพราะ Data Center 100 MW สองแห่งไม่ได้เหมือนกัน

สมมติแห่งแรกมี IT Load = 100 MW, PUE = 1.20 Facility Load จะอยู่ประมาณ 120 MW แต่อีกแห่งมี IT Load = 100 MW, PUE = 1.50 Facility Load จะเพิ่มเป็นประมาณ 150 MW ทั้งสองแห่งสร้าง IT Load เท่ากัน แต่แห่งที่สองดึงไฟจากระบบมากกว่า 30 MW

ดังนั้นการกำกับในอนาคตควรมอง MW + PUE + WUE + Carbon พร้อมกัน MW บอกว่า Data Center “ใหญ่แค่ไหน” แต่ PUE และ WUE ช่วยบอกว่า “ใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพแค่ไหน”

ค่าไฟสามารถใช้เป็นแรงจูงใจให้ Data Center ประหยัดพลังงานได้

หากประเทศไทยกำลังสร้าง Tariff สำหรับ Data Center โดยเฉพาะ เราไม่ควรมอง Tariff เป็นเพียงเครื่องมือเก็บรายได้ แต่สามารถใช้เป็น Policy Tool

Data Center ที่มี Energy Efficiency สูง ใช้ Renewable Energy มาก มี BESS หรือสามารถบริหาร Load เพื่อลด Peak อาจสร้างภาระต่อระบบแตกต่างจาก Data Center ที่ใช้ไฟ Peak สูงและมี Efficiency ต่ำ ในอนาคตจึงอาจพัฒนา Tariff ที่สะท้อนทั้ง Energy + Capacity + Grid + Reliability + Carbon ได้มากขึ้น และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยระบบไฟฟ้าของประเทศ

LNG อาจมีบทบาทถึงสองด้าน

ประเทศไทยมีบริบทพิเศษอีกเรื่องหนึ่งคือ LNG ด้านแรก LNG และก๊าซธรรมชาติสามารถเป็นเชื้อเพลิงสำหรับ Firm Generation เพื่อรองรับ Data Center ในช่วงที่ Renewable Energy ไม่เพียงพอ แต่อีกด้าน LNG ที่ถูกขนส่งและเก็บรักษาที่อุณหภูมิประมาณ −160°C ยังมีศักยภาพ Cold Energy ในกระบวนการ Regasification ขณะที่ AI Data Center มีความต้องการระบายความร้อนจำนวนมาก

จึงเกิดแนวคิดเชื่อม LNG Regasification → Cold Energy → Data Center Cooling ผ่าน Heat Exchanger และวงจรตัวกลางในโครงการและพื้นที่ที่เหมาะสม หากออกแบบอย่างถูกต้อง LNG จึงอาจมีบทบาททั้งด้าน Firm Energy และการเพิ่มประสิทธิภาพของ Cooling Infrastructure แต่ต้องทำ Energy Balance อย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้นับประโยชน์จาก Cold Exergy ซ้ำกัน

ยิ่ง Data Center ใหญ่ Efficiency ยิ่งมีมูลค่า

ลองพิจารณา Data Center 200 MW หากสามารถลด Facility Demand ได้เพียง 5% เท่ากับลดกำลังไฟประมาณ 10 MW หากเกิดขึ้นต่อเนื่องทั้งปี จะเทียบเท่าพลังงานประมาณ 87.6 GWh ต่อปี

ดังนั้นใน Data Center ขนาดใหญ่ การประหยัดไฟเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์สามารถมีขนาดเทียบเท่ากับ Load ของ Data Center ขนาดเล็กหลายแห่งรวมกัน นี่คือเหตุผลว่าทำไม Policy ไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะ “หาไฟเพิ่ม” แต่ต้องให้ความสำคัญกับ “ลดไฟที่ไม่จำเป็น” ด้วย

5 กลุ่ม MW ควรนำไปสู่กฎแบบ Progressive Regulation

แนวคิดการแบ่ง 5 กลุ่มจะมีประโยชน์มาก หากนำไปเชื่อมกับระดับการกำกับที่แตกต่างกัน Data Center 500 kW ไม่ควรถูกกำกับทุกเรื่องเหมือน AI Campus 500 MW ขณะเดียวกัน AI Campus 500 MW ก็ไม่ควรผ่านกระบวนการเดียวกับ Data Center 500 kW

ยิ่ง Data Center ใหญ่ขึ้น การพิจารณาควรค่อย ๆ เพิ่มจาก Building & Safety Compliance ไปสู่ Energy Efficiency, Water Management, Grid Impact, Environmental Impact, Renewable Energy และสำหรับ Data Center ขนาดใหญ่มากอาจต้องพิจารณา National Energy Impact ด้วย นี่คือหลักของ Progressive Regulation กำกับตามขนาดและผลกระทบจริง

Data Center ต้องไม่กลายเป็นการแข่งขันแย่งทรัพยากรกับประชาชน

หลักการจัดตั้งบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ของรัฐบาลเองกำหนดให้การวางนโยบายต้องคำนึงถึงพลังงานสะอาด ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม การจัดสรรทรัพยากรน้ำ ประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ผังเมือง ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และเป้าหมาย Carbon Neutrality ของประเทศ (ข่าวสารรัฐบาล)

หลักการนี้สำคัญมาก เพราะเป้าหมายของประเทศไทยไม่ควรเป็น “รับ Data Center ให้มากที่สุด” โดยไม่สนใจต้นทุน แต่ควรเป็น “รับ Data Center ที่สร้างมูลค่าให้ประเทศสูงกว่าทรัพยากรและต้นทุนที่ประเทศต้องจัดให้”

หาก Data Center ต้องการไฟ 500 MW ประเทศควรถามว่าได้ Investment, Employment, Local Content, Tax, Technology Transfer, Compute Capacity และ Digital Ecosystem กลับมาเท่าไร นี่คือการเปลี่ยนจากการวัดเพียง Megawatt ไปสู่การวัด Economic Value per Megawatt

มติ 1 ตุลาคม 2569 อาจเป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบ

สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่ามติวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นการเห็นชอบกรอบนโยบายและหลักการสำคัญ ขณะที่รายละเอียดบางส่วนยังต้องดำเนินการต่อ ทั้งรายละเอียดอัตราค่าไฟ มาตรฐานทางเทคนิค ผังเมือง และข้อกำหนดอาคาร โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับมอบหมายให้พัฒนากรอบกำกับต่อไป (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

ดังนั้นในเวลานี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า “ค่าไฟ RE จะกี่บาทต่อหน่วย?” หรือ “ค่าไฟจากก๊าซจะกี่บาทต่อหน่วย?” แต่ทิศทางนโยบายเริ่มชัดเจนแล้วว่า Data Center ขนาดต่างกันจะถูกมองแตกต่างกัน และ Data Center ที่ใช้ Clean Energy จะได้รับ Price Signal ที่แตกต่างจากการพึ่งพาไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ นี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ

จาก “ค่าไฟ Data Center” สู่ “นโยบายพลังงานสำหรับเศรษฐกิจ AI”

ท้ายที่สุด การแบ่ง Data Center เป็น 0-1 MW, 1-5 MW, 5-50 MW, 50-200 MW และมากกว่า 200 MW ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการแบ่งขนาดอาคาร แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของการยอมรับว่า Data Center แต่ละขนาดมีผลต่อระบบพลังงานไม่เท่ากัน

เช่นเดียวกับการกำหนดค่าไฟ 2 รูปแบบ ไม่ควรถูกมองเพียงว่า RE “ถูกกว่า” ก๊าซธรรมชาติ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยต้องการให้การเติบโตของ AI และ Data Center เดินไปพร้อมกับ Energy Transition

โจทย์ต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียง “ประเทศไทยจะมีไฟพอหรือไม่?” แต่คือ “เราจะสร้างระบบไฟฟ้าแบบใด เพื่อให้ Data Center เติบโตได้ โดยประชาชนไม่ต้องแบกรับต้นทุนที่ไม่ควรรับ และประเทศไทยยังสามารถแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนระดับโลกได้?”

ถ้าออกแบบถูกต้อง ค่าไฟ 2 อัตราอาจทำหน้าที่มากกว่าการคิดค่าไฟ มันสามารถเป็นเครื่องมือผลักดัน Renewable Energy, Direct PPA, Energy Storage, Energy Efficiency, Low-Water Cooling และ Green Data Center ไปพร้อมกัน

และหากการแบ่ง 5 กลุ่มถูกนำไปเชื่อมกับ PUE, WUE, Carbon, Grid Impact และมูลค่าเพิ่มในประเทศในอนาคต ประเทศไทยจะไม่ได้เพียง “จัดระเบียบ Data Center” แต่กำลังเริ่มสร้าง Energy Architecture สำหรับเศรษฐกิจ AI ของประเทศไทย

ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในโจทย์ด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของประเทศในทศวรรษต่อไป