
เอกชนผวาน้ำท่วมลากยาว 1 เดือน ทุบซัพพลายเชนเสียหายแสนล้าน
ส.อ.ท.หวั่นน้ำท่วมพื้นที่ใหม่ลากซัพพลายเชนสะดุด เสียหายอาจแตะแสนล้านบาทหากท่วมขัง 1 เดือน ด้านบีโอไอเร่งมาตรการเยียวยา ขณะที่อสังหาฯ ยกระดับ Climate Change เป็นความเสี่ยงองค์กร กระทบพฤติกรรมผู้ซื้อระยะยาว
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนคาดการณ์ว่าหากสถานการณ์น้ำท่วมยืดเยื้อนาน 1 เดือน อาจสร้างความเสียหายต่อยอดขายและการส่งออกของประเทศได้ถึงหลักแสนล้านบาท
- ผลกระทบจากน้ำท่วมได้ขยายวงกว้างไปยังห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน) ทั้งในด้านแรงงานที่ไม่สามารถเดินทางมาทำงาน การผลิตที่หยุดชะงัก และการขนส่ง
- อุตสาหกรรมที่มีซัพพลายเชนซับซ้อน เช่น ยานยนต์ ได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากการขาดชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชิ้นอาจทำให้สายการผลิตทั้งหมดต้องหยุดลง
- สภาอุตสาหกรรมฯ (ส.อ.ท.) เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ภาคธุรกิจเตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที
วิกฤตน้ำท่วมที่ยังไม่คลี่คลายในหลายพื้นที่ ไม่ได้กระทบเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำท่วม แต่ยังลามกระทบถึงแรงงาน การผลิต การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์มอง Climate Change เป็นความเสี่ยงใหม่ที่มีผลทั้งต่อการบริหารโครงการและพฤติกรรมผู้ซื้อ
หวั่นท่วมยืด 1 เดือน เสียหายแสนล้าน
นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์น้ำท่วมขณะนี้เป็นการท่วมในพื้นที่ใหม่ สร้างโจทย์ยากต่อภาคการผลิต เนื่องจากประชาชนและโรงงานในพื้นที่ขาดความคุ้นชินและการเตรียมพร้อม ต่างจากพื้นที่ที่ประสบภัยเป็นประจำซึ่งรู้กระบวนการรับมือและสามารถเตรียมตัวได้เอง ผลกระทบยังลามถึงแรงงาน แม้โรงงานบางแห่งไม่ถูกน้ำท่วม แต่หากแรงงานประสบภัยที่บ้านพักหรือแคมป์ที่พักจนไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ ก็ทำให้กระบวนการผลิตหยุดชะงัก
ทั้งนี้ ผลกระทบแตกต่างกันตามโครงสร้างซัพพลายเชน โดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคได้รับผลกระทบไม่มาก เพราะซัพพลายเชนไม่ซับซ้อน หากขนส่งวัตถุดิบได้และมีแรงงาน ก็สามารถเดินสายการผลิตต่อได้ทันที ขณะที่อุตสาหกรรมที่มีซัพพลายเชนซับซ้อน เช่น ยานยนต์ หากขาดชิ้นส่วนเพียง 3-4 ชิ้น ก็อาจทำให้สายการผลิตทั้งหมดหยุดลง
นายปณิธานกล่าวว่า แม้การบริหารซัพพลายเชนแบบเดิมจะสร้างประโยชน์ด้านการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) แต่เมื่อเกิดภัยพิบัติ ระบบดังกล่าวกลับสร้างความเสี่ยงรุนแรง โดยหากน้ำท่วมขังนาน 1 เดือน คาดว่ายอดขายและการส่งออกของประเทศอาจสูญหายถึงหลักแสนล้านบาท ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการฟื้นตัว จึงต้องเร่งฟื้นฟูพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและถอดบทเรียนเพื่อรับมือในอนาคต
ประธานส.อ.ท.จี้รัฐเร่งระบบเตือนภัย
ด้านนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่าสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ต้องการให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ คือการจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้า หรือ Early Warning System ที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้หลายภาคส่วนปรับตัวไม่ทันการณ์และได้รับผลกระทบ สำหรับภาคอุตสาหกรรม ส.อ.ท.ได้ตั้ง War Room เพื่อติดตามสถานการณ์และดูแลช่วยเหลือสมาชิกเป็นประจำทุกวัน โดยมุ่งประสานงานให้น้ำลดระดับลงเร็วที่สุด เพื่อให้ภาคการผลิตฟื้นตัวและกลับมาเดินเครื่องได้โดยเร็ว
นางพิมพ์ใจระบุว่า น้ำท่วมไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะประชาชนหรือพนักงาน แต่ยังลามไปถึงกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างและยาวนาน การเร่งบรรเทาผลกระทบจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ
นักลงทุนยังไม่กังวล เร่ง 3 มาตรการเยียวยา
ขณะที่นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า นักลงทุน ต่างชาติยังไม่ได้แสดงความกังวลมากนักจากสถานการณ์น้ำท่วมเนื่องจากบีโอไอและรัฐบาลชี้แจงว่าเป็นสถานการณ์ระยะสั้น และมีมาตรการเยียวยาอย่างรวดเร็ว
สำหรับมาตรการเร่งด่วนของบีโอไอสำหรับผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ประสบอุทกภัย ได้แก่ การยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรเพื่อนำมาทดแทนเครื่องจักรที่เสียหายจากน้ำท่วม การตัดบัญชีวัตถุดิบและเครื่องจักรที่เสียหายโดยไม่มีภาระภาษีอากร และการอนุญาตให้ขยายกำลังการผลิตได้เต็มที่ตามเครื่องจักรใหม่ที่นำเข้ามาทดแทนเครื่องจักรเดิม ส่วนระยะยาว รัฐบาลเน้นการเร่งรัดบริหารจัดการระบบน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างสิ้นเชิง
อสังหาฯ ยกระดับ Climate Change รับความเสี่ยง
ด้านนายสมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วิกฤตน้ำท่วมเป็นบททดสอบสำคัญของภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่แสนสิริได้รับผลกระทบไม่มาก เนื่องจากนำบทเรียนจากปี 2554 มาปรับใช้ โดยจัดตั้ง War Room และให้ทีมผู้บริหารลงพื้นที่บริหารจัดการวิกฤต พร้อมยกระดับ Climate Change บรรจุเป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร
บริษัทปรับงานสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมโครงการทั้งแนวราบและแนวสูงให้รองรับความเสี่ยงมากขึ้น เช่น การจัดทำระบบบริหารจัดการน้ำใต้ดินในคอนโดมิเนียม รวมทั้งประสานงานกับบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัดในฐานะผู้ดูแลการบริหารจัดการหมู่บ้านและอาคารชุด และ Suppliers เพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน
สำหรับการบริหารหน้างาน แสนสิริเน้นการปฏิบัติจริงมากกว่าการพึ่งพา AI โดยให้ผู้จัดการหมู่บ้านและอาคารชุดประจำพื้นที่ตลอดช่วงวิกฤต พร้อมระดมทีมส่วนกลาง รถรับส่ง และอาหารข้าวกล่อง เพื่อช่วยเหลือลูกบ้าน พนักงาน และชุมชนโดยรอบ
นายสมัชชากล่าวว่า โซเชียลมีเดียกลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อการรับรู้และการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย เพราะข้อมูลและภาพที่ถูกแชร์ทำให้ผู้ซื้อเห็นความแตกต่างของทำเลที่น่าซื้อหรือไม่น่าซื้อ หากน้ำท่วมเกิดขึ้น ถี่หรือเป็นประจำทุกปี ย่อมกระทบการตัดสินใจซื้อในระยะยาว โดยไตรมาส 4 ปีนี้ แสนสิริมีแผนเปิด 12 โครงการใหม่
ด้านดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลกระทบต่อโครงการอสังหาริมทรัพย์แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ “สีเขียว” กระทบน้อย “สีเหลือง” กระทบระดับกลาง และ “สีแดง” กระทบหนัก แต่จากการลงพื้นที่พบว่า ผลกระทบไม่ได้อยู่เฉพาะภายในโครงการ เพราะยังเชื่อมโยงกับพื้นที่โดยรอบ
ปัญหาที่พบชัดคือการจัดเก็บขยะ โดยหลังน้ำท่วม 5-6 วัน หลายพื้นที่ไม่สามารถจัดเก็บขยะได้ แม้โครงการไม่ถูกน้ำท่วม แต่ถนนโดยรอบถูกน้ำท่วมจนรถเก็บขยะเข้าไม่ได้ ขณะเดียวกันยังเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแม่บ้านและพนักงานบริการ เพราะการเดินทางถูกกระทบ เช่น พื้นที่บางนา ขณะที่รามคำแหงได้รับผลกระทบด้านการเดินทางอย่างหนัก แม้แต่คอนโดมิเนียมก็ได้รับผลกระทบมากกว่าที่คาด
ดร.เกษรากล่าวว่า น้ำท่วมอาจกระทบความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ โดยเฉพาะตลาดแนวราบในพื้นที่ที่มีประวัติน้ำท่วม แต่สถานการณ์ครั้งนี้ยังไม่รุนแรงเท่าปี 2554 เนื่องจากส่วนใหญ่เกิดขึ้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ จึงมีโอกาสที่ความกังวลจะลดลงเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม กำลังซื้ออาจได้รับผลกระทบ เพราะประชาชนต้องนำเงินไปซ่อมแซมบ้านและทรัพย์สิน ขณะที่กำลังซื้อมีข้อจำกัดอยู่แล้ว
ในระยะต่อไป Climate Change จึงอาจกลายเป็นปัจจัยที่ผู้บริโภคใช้พิจารณาการเลือกที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยไม่ได้มองเพียงการป้องกันภัยพิบัติ แต่รวมถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการรับมือและดูแลผู้อยู่อาศัยเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นขณะเดียวกัน สินค้ากลุ่มกรีนและโครงการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มได้รับความสนใจมากขึ้น เมื่อผู้บริโภคเห็นผลกระทบจาก Climate Change ชัดเจนขึ้น







