thansettakij
thansettakij
สถานการณ์น้ำ การระบายน้ำ

ติดตามสถานการณ์น้ำ การระบายน้ำ 7 ต.ค.69 เจ้าพระยา ป่าสัก แม่กลอง

07 ต.ค. 69 | 02:40 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ต.ค. 69 | 02:44 น.

ติดตามสถานการณ์น้ำ การระบายน้ำในแม่น้ำสายหลัก แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำป่าสัก วันที่ 7 ตุลาคม 2569 จากข้อมูลกรมชลประทานล่าสุด พร้อมข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี

KEY

POINTS

  • กรมชลประทานทยอยปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจาก 2,500 เหลือ 2,400 ลบ.ม./วินาที เนื่องจากปริมาณน้ำจากตอนบนลดลง
  • เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 106% ของความจุ และมีการแจ้งเตือนพื้นที่ริมแม่น้ำป่าสักใน อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ให้เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มสูง
  • แจ้งเตือนพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลองให้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เนื่องจากคาดว่าเขื่อนแม่กลองอาจต้องเพิ่มการระบายน้ำมากกว่า 1,200 ลบ.ม./วินาที จากอิทธิพลของฝนตกหนัก

ติดตามสถานการณ์น้ำ และการระบายน้ำในแม่น้ำสายหลัก ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำป่าสัก จากข้อมูลกรมชลประทาน ล่าสุดวันนี้ (7 ตุลาคม 2569) โดยมีการแจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี หลังเป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 

ปรับลดระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา 

กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด พบว่า ปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ลดลงตามลำดับ จึงเตรียมทยอยปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำฝน–น้ำท่าในปัจจุบัน

ล่าสุดวันนี้ (7 ตุลาคม 2569) เวลา 06.00 น. สถานี P.17 แม่น้ำปิง มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 484 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และ สถานี N.67 แม่น้ำน่าน มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 998 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลมารวมกันบริเวณ สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ ลดลงเหลือ 1,915 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่แม่น้ำสะแกกรังที่สถานี Ct.19 จังหวัดอุทัยธานี มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 52 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ +16.38 เมตร รทก. เมื่อพิจารณาแนวโน้มปริมาณน้ำเหนือที่ลดลง กรมชลประทานจึงจะ เริ่มปรับลดการระบายน้ำตั้งแต่เวลา 08.00 น. วันนี้ (7 ต.ค. 69) จาก 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยทยอยลดประมาณชั่วโมงละ 20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จนเหลือ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในเวลา 13.00 น. และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ ได้ปรับลดการรับน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เหลือรวม 487 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากเมื่อวานที่รับน้ำรวม 564 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบมีความสมดุลและสอดคล้องกับปริมาณน้ำที่ลดลง

กรมชลประทานจะยังคงติดตามปริมาณฝนและน้ำท่าจากพื้นที่ตอนบนอย่างใกล้ชิด และปรับการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำป่าสัก

กรมชลประทานอัปเดตสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำป่าสัก วันนี้ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 06.00 น. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาณน้ำเก็บกัก 927 ล้าน ลบ.ม. (106%) โดยระบายน้ำ 500 ลบ.ม./วินาที ในระดับทรงตัว

ส่วนเขื่อนพระราม6 จ.พระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 747 ลบ.ม./วินาที โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักท้ายเขื่อนพระราม 6 เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 1.00–1.20 เมตร ส่วนพื้นที่เฝ้าระวัง คือบริเวณริมแม่น้ำป่าสัก อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ ตำบลท่าเรือ ท่าหลวง จำปา ท่าเจ้าสนุก ศาลาลอย วังแดง โพธิ์เอน และปากท่า

ขณะที่แม่น้ำป่าสักไหลมารวมกับแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนจะไหลลงสู่สถานี C29B อ.สามโคก จ.ปทุมธานี (จุดวัดน้ำเจ้าพระยาก่อนไหลผ่านกรุงเทพฯ) มีปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลี่ย 2,278 ลบ.ม./วินาที (ควบคุมไม่เกิน 3,600 ลบ.ม./วินาที ) โดยจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้หากระดับน้ำทางตอนบนเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนป่าสักฯเพิ่มมากขึ้น จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะต่อไป

เฝ้าระวังแม่น้ำแม่กลอง 

กรมชลประทานแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร ให้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หลังกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ช่วงวันที่ 6–7 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขณะที่ช่วงวันที่ 8–13 ตุลาคม 2569 ยังมีแนวโน้มฝนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำจากแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่ไหลลงสู่แม่น้ำแม่กลองเพิ่มขึ้นตามลำดับ

จากสถานการณ์ดังกล่าว เขื่อนแม่กลองมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำตามปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามา คาดว่า อัตราการระบายน้ำท้ายเขื่อนแม่กลอง อาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนและน้ำที่เกิดขึ้นจริงในช่วงดังกล่าว

กรมชลประทานจึงขอให้ประชาชนและผู้ประกอบการ ที่อาศัยอยู่ ริมแม่น้ำแม่กลอง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร เฝ้าระวังระดับน้ำที่อาจเพิ่มสูงขึ้น พร้อมยกสิ่งของขึ้นที่สูง ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง และเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า

สทนช. รับข้อสั่งการนายกฯ 

นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช. ได้ประชุมเร่งด่วนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือแนวทางการบริหารจัดการน้ำตามประเด็นข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี เรื่องการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังให้สอดคล้องกับระดับน้ำทะเล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็วที่สุด 

จากการติดตามคาดการณ์ฝนในระยะต่อไปโดยกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบว่า ในช่วง 9 – 13 ตุลาคม ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางตอนล่างและภาคใต้ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานเตรียมความพร้อมทั้งเครื่องมือ เครื่องจักร พื้นที่อพยพ และแนวทางบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ 

สำหรับสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ได้ปรับลดการระบายน้ำอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ตอนล่าง ยกเว้นเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่มีปริมาณน้ำเกินความจุเก็บกักหลังจากมีการหน่วงน้ำไว้ระยะเวลาหนึ่ง จำเป็นต้องระบายน้ำ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเมื่อควบคุมระดับน้ำได้แล้วจะทยอยปรับลดการระบายให้เหมาะสม 

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือแนวทางการเร่งปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา โดยพิจารณาจากปริมาณน้ำหน้าเขื่อนที่ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งจะเริ่มทยอยลดการระบายน้ำได้ในวันนี้ จากอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างจะต้องควบคุมระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน พร้อมเร่งระบายน้ำออกจากทุ่งโดยเร็ว

เกาะติดลุ่มน้ำบางปะกง

ด้านลุ่มน้ำบางปะกง บริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำปราจีนบุรีมีปริมาณน้ำมาก ขณะนี้มวลน้ำจากพื้นที่ จ.สระแก้ว ปราจีนบุรี และนครนายก ได้ไหลมารวมกันบริเวณ จ.ฉะเชิงเทรา โดยเขื่อนสียัด เขื่อนนฤบดินทรจินดา 

เขื่อนขุนด่านปราการชล ได้ช่วยหน่วงมวลน้ำไว้ส่วนหนึ่ง แต่ที่ผ่านมาเกิดฝนตกหนักในพื้นที่เขื่อนต่าง ๆ ทำให้มีน้ำไหลเข้าปริมาณมาก ประกอบกับมีฝนตกหนักในพื้นที่ท้ายเขื่อนสียัด ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ต่ำที่ระบายน้ำออกได้ยาก จึงจำเป็นต้องติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งระบายออกสู่ทะเล โดยต้องคำนึงถึงระดับน้ำทะเลหนุนในแต่ละช่วงเวลา เพื่อเร่งให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว 

สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง ปัจจุบันเขื่อนแม่กลองปรับลดการระบายน้ำแล้ว สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงตามลำดับ โดยเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณจะบริหารจัดการน้ำไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ตอนล่าง โดยยังต้องติดตามปริมาณน้ำไหลเข้าอย่างใกล้ชิด 

จับตาลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์

ส่วนลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ปัจจุบันเขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำเกินความจุเก็บกัก และคาดว่าจะมีน้ำไหลเข้าเพิ่มขึ้นในช่วงหลังจากนี้ จึงต้องเฝ้าระวังและเร่งพร่องน้ำออกจากเขื่อนเพื่อรองรับฝน ขณะที่ จ.สมุทรปราการ อยู่ในระหว่างเร่งสูบระบายน้ำลงทะเลเพื่อลดระดับน้ำท่วมขังในพื้นที่  

เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ได้เน้นย้ำหน่วยงานให้พิจารณาปรับการระบายน้ำให้สมดุลกับน้ำที่ไหลเข้าเขื่อน โดยจะต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงผลกระทบต่อเกษตรกรในพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน เช่น ผู้เพาะเลี้ยงปลาในกระชัง พร้อมให้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลสถานการณ์และการปรับการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงและปลอดภัยของตัวเขื่อน