
กฎคุม Credit Term รายใหญ่ ประกาศราชกิจจาฯแล้ว โทษปรับสูงสุด 1 ล้าน-คุก 2 ปี
ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ กขค. คุมการกำหนด Credit Term ระหว่างธุรกิจรายใหญ่กับ SMEs ไม่เกิน 45 วัน และสินค้าเกษตรไม่เกิน 30 วัน พร้อมห้ามประวิงจ่ายหรือเปลี่ยนเงื่อนไขโดยไม่แจ้งล่วงหน้า มีผล 2 พ.ย. 2569
KEY
POINTS
- ราชกิจจานุเบกษาออกประกาศควบคุมระยะเวลาสินเชื่อการค้า (Credit Term) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs
- กำหนดให้ธุรกิจขนาดใหญ่ต้องชำระเงินค่าสินค้าและบริการทั่วไปแก่ SMEs ภายใน 45 วัน และสินค้าเกษตรภายใน 30 วัน
- ประกาศดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายนเป็นต้นไป หากฝ่าฝืนมีโทษปรับทางปกครองสูงสุด 10% ของรายได้
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ กับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
โดยที่ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ระบุว่า เรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) กรณีผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นผู้ขายสินค้าหรือบริการ ได้ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลากว่า 4 ปีแล้ว
แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ายังคงได้รับเรื่องร้องเรียนและข้อขัดข้องจากผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศเกี่ยวกับกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามประกาศดังกล่าว
จึงได้เห็นสมควรกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) กรณีผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นผู้ขายสินค้าหรือบริการให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน การคำนึงถึงความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และสอดคล้องกับแนวทางของรัฐในการดำเนินการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 75 และมาตรา 77
โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 17 (2) และมาตรา 57 (4) แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ประกาศนี้ให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 30 วันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 2 ในประกาศนี้ “ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่” หมายถึง ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีรายได้จากการประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรในรอบปีบัญชีที่ผ่านมาตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป และให้หมายความรวมถึงผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีความสัมพันธ์กันทางนโยบายหรืออำนาจสั่งการตามประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าว่าด้วยเรื่องดังกล่าว ซึ่งเมื่อคำนวณรายได้รวมกันแล้วมีจำนวนตั้งแต่ห้าร้อยล้านบาทขึ้นไป
“ผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีก” หมายถึง ผู้จำหน่ายส่ง ผู้จำหน่ายปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีระบบการจัดจำหน่ายสินค้าที่ทันสมัย มีสาขาหรือไม่มีสาขา มีการบริหารในลักษณะแฟรนไชส์ เช่น ผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกประเภทขนาดใหญ่ (Hypermarket) ประเภทค้าส่งบริการตนเอง (Cash and Carry) ประเภทร้านสรรพาหาร (Supermarket) ประเภทร้านสินค้าเฉพาะอย่าง (Specialty Store) ประเภทห้างสรรพสินค้า (Department Store) และร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store) เป็นต้น
“ผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่” หมายถึง ผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกซึ่งมีรายได้จากการประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรในรอบปีบัญชีที่ผ่านมาตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป และผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกซึ่งมีความสัมพันธ์กันทางนโยบายหรืออำนาจสั่งการตามประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าว่าด้วยเรื่องดังกล่าว ซึ่งเมื่อคำนวณรายได้รวมกันแล้วมีจำนวนตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป
“ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises หรือ SMEs)" หมายถึง ผู้ประกอบธุรกิจที่มีลักษณะกิจการ ดังต่อไปนี้ 1. การผลิตสินค้าซึ่งมีการจ้างงานไม่เกินสองร้อยคน และมีรายได้ต่อปีไม่เกินห้าร้อยล้านบาท 2. การให้บริการ กิจการค้าส่ง หรือกิจการค้าปลีกซึ่งมีการจ้างงานไม่เกินหนึ่งร้อยคน และมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 300 ล้านบาท
“สินเชื่อการค้า” หมายถึง ข้อตกลงในการให้สินเชื่อการค้าระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าหรือบริการกับผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ ซึ่งรวมถึงการฝากขาย (Consignment) หรือการซื้อขายในลักษณะอื่นใด และจะมีการชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการภายหลังตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่ตกลงกันไว้เป็นหนังสือ
“ระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term)” หมายถึง ระยะเวลาที่ผู้ขายสินค้าหรือบริการให้ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการภายในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้
ข้อ 3 การปฏิบัติทางการค้าในเรื่องการกำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นคู่ค้ากับผู้ประกอบธุรกิจ SMEs มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องของผู้ประกอบธุรกิจ SMEs ต้องปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรม ไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประกอบธุรกิจSMEs โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ และเป็นการดำเนินการตามธุรกิจปกติอันมีเหตุผลที่สามารถอธิบายได้
ข้อ 4 ภายใต้บังคับมาตรา 57 (4) แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ให้ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ปฏิบัติตามประกาศนี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term)
ข้อ 5 การกำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่รายใดซึ่งเป็นคู่ค้ากับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีลักษณะการปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรม ดังต่อไปนี้ 1. ระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) (ก) ภาคการค้า ภาคการผลิต และภาคบริการ ไม่เกิน 45 วัน เว้นแต่ได้มีการตกลงระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้าที่น้อยกว่าอยู่ก่อนแล้ว
(ข) ภาคการค้า ภาคการผลิต และภาคบริการ เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน ไม่เกิน 30 วัน เว้นแต่ได้มีการตกลงระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้าที่น้อยกว่าอยู่ก่อนแล้ว
การกำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ที่แตกต่างจากระยะเวลาที่กำหนดตามข้อ 5
1. ต้องมีเหตุผลอันสมควรที่สามารถรับฟังได้ในทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ ภายใต้เงื่อนไขข้อบังคับแห่งสัญญา
2. การนับระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า การเริ่มต้นนับระยะเวลาสินเชื่อการค้า ให้นับตั้งแต่วันส่งมอบสินค้าหรือให้บริการตามจำนวน ประเภท คุณภาพมาตรฐานของสินค้าหรือบริการที่ได้ตกลงกันไว้และส่งมอบเอกสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน หรือในกรณีการฝากขาย (Consignment) ให้เริ่มนับระยะเวลาสินเชื่อการค้านับตั้งแต่วันที่ขายสินค้าครบตามจำนวนหรืออัตราที่ตกลงกันไว้ตามธรรมเนียมปฏิบัติทางการค้าปกติ
3. การชำระสินเชื่อการค้า ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ที่เป็นคู่ค้ากับผู้ประกอบธุรกิจ SMEs ให้ผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวแจ้งสิทธิในการรับเงินภายในระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ที่กำหนด พร้อมทั้งแสดงขั้นตอนการจ่ายเงินตามแนวทางการค้าปกติให้ชัดเจนให้ผู้ประกอบธุรกิจ SMEs ทราบ
ข้อ 6 ห้ามไม่ให้ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ซึ่งเป็นคู่ค้ากับผู้ประกอบธุรกิจ SMEs กำหนดข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูป (Standard Form Contract) อันมีลักษณะแบบเดียวกันสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ SMEs ทุกราย ในเรื่องระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) อย่างไม่เป็นธรรม
ข้อ 7 การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ที่อาจเข้าข่ายเป็นลักษณะการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม 1. การประวิงเวลาจ่ายค่าสินค้าหรือบริการเกินกว่าระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ที่กำหนด โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
2. การเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) หรือเงื่อนไขอื่นภายใต้สัญญา โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือไม่มีการแจ้งล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 60
วัน 3. พฤติกรรมในลักษณะอื่น ๆ อันเป็นการบังคับโดยผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่รายใดซึ่งเป็นคู่ค้ากับผู้ประกอบธุรกิจ SMEs อย่างไม่เป็นธรรม เช่น การกำหนดเงื่อนไขพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ซึ่งอาจเป็นการสร้างภาระอันไม่จำเป็นแก่คู่สัญญา เป็นต้น
ข้อ 8 กรณีใดจำเป็นต้องพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ที่อยู่ในความรู้เห็นโดยเฉพาะของผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่รายใดซึ่งเป็นคู่ค้ากับผู้ประกอบธุรกิจ SMEs ให้ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่รายนั้นมีหน้าที่แสดงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า
ข้อ 9 ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ที่ฝ่าฝืนประกาศนี้เป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 57 (4) แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ต้องระวางโทษตามมาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน โดยต้องชำระค่าปรับทางปกครองในอัตราไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด และในกรณีที่เป็นการกระทำความผิดในปีแรกของการประกอบธุรกิจ ให้ชำระค่าปรับทางปกครองในอัตราไม่เกิน 1 ล้านบาท
ข้อ 10 การกระทำที่ฝ่าฝืนประกาศนี้ อาจเป็นความผิดตามมาตรา 50 มาตรา 54 และมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ทั้งนี้ ไม่จำกัดอำนาจของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าที่จะดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
ข้อ 11 ให้สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีหน้าที่ติดตามพฤติกรรมในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามประกาศนี้ พร้อมทั้งรวบรวมความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องทุกหกเดือน เพื่อเสนอรายงานต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า สำหรับใช้เป็นแนวทางในการทบทวนและปรับปรุงประกาศให้มีความทันสมัยและเป็นธรรม
ข้อ 12 ให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าพิจารณาทบทวนประกาศนี้ อย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในระยะเวลาสามปีนับแต่วันออกประกาศ
ข้อ 13 ให้ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้าเป็นผู้รักษาการตามประกาศนี้ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประกาศนี้ ให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด
โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569
ทั้งนี้ มาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 บัญญัติว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 50 หรือมาตรา 54 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินร้อยละสิบของรายได้ในปีที่กระทําความผิด หรือทั้งจําทั้งปรับ
ในกรณีที่เป็นการกระทําความผิดในปีแรกของการประกอบธุรกิจ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจําทั้งปรั





