
'เอกนิติ' กางยุทธศาสตร์ 'สติ' พลิกวิกฤตโลกไร้กติกา โชว์ดึงลงทุนโต 40%
‘เอกนิติ’ กางยุทธศาสตร์ ‘สติ’ พลิกวิกฤตโลกไร้กติกา เน้นรักษาเสถียรภาพการคลัง เปลี่ยนผ่านพลังงาน เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อัพสกีลแรงงาน
KEY
POINTS
- นายเอกนิติ นำเสนอยุทธศาสตร์ 'สติ' (STI Strategy) เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ไร้กติกา
- ยุทธศาสตร์ 'สติ' ประกอบด้วย 3 แกนหลัก คือ S-สร้างเสถียรภาพปัจจุบัน, T-เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด, และ I-ลงทุนเพื่ออนาคตในโครงสร้างพื้นฐานและทักษะแรงงาน
- ชี้ว่าจุดยืนที่เป็นกลางและความปลอดภัยของไทย ส่งผลให้ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เติบโตเกือบ 40% ในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "เหลียวหลังแลหน้า วาดอนาคตประเทศไทยในโลกไร้กติกา" ว่า หากย้อนมองอดีตช่วงปี พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) เศรษฐกิจโลกถูกกำหนดโดย 3 มหาอำนาจหลัก คือ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งครองสัดส่วน GDP รวมกันกว่า 50–60% ของโลก
ในยุคนั้นสหรัฐฯ และยุโรปเผชิญการขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นอย่างหนัก จึงร่วมกันบีบญี่ปุ่นผ่านข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord) บังคับให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นจาก 200 กว่าเยนต่อดอลลาร์ เหลือเพียง 100 กว่าเยนต่อดอลลาร์ในเวลาอันรวดเร็ว ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ
นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนั้นประเทศไทยได้เตรียมความพร้อมรองรับผ่านการพัฒนาโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ทั้งการสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด โรงงานปิโตรเคมี และการตัดถนนมอเตอร์เวย์ การตัดสินใจในครั้งนั้นส่งผลให้ไทยเปลี่ยนผ่านจากประเทศเกษตรกรรมไปสู่ประเทศอุตสาหกรรม และยกระดับพื้นที่อย่างจังหวัดระยองและพระนครศรีอยุธยาให้กลายเป็นจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ
แลหน้าโลกแตกขั้ว "ไร้กติกา" พลิกวิกฤตดึงลงทุน
ทั้งนี้ เมื่อมองไปข้างหน้า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีความซับซ้อนยิ่งกว่าอดีต โดยสัดส่วน GDP ของมหาอำนาจเดิมอย่างสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ลดลงเหลือเพียงประมาณ 25%
ขณะที่โลกแตกออกเป็นหลายขั้ว ทั้งจีน ตะวันออกกลาง รัสเซีย ยูเครน และอินเดีย สหรัฐฯ ไม่ได้ใช้เครื่องมือทางค่าเงินเหมือนในอดีต แต่เปลี่ยนมาใช้การตั้งกำแพงภาษีกับประเทศที่เกินดุลการค้า อีกทั้งพฤติกรรมการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“จากในอดีตที่มองหาพื้นที่ที่มี "ต้นทุนถูกที่สุด" มาเป็นการมองหาพื้นที่ที่ "ปลอดภัยที่สุด" และสามารถค้าขายได้กับทุกขั้วอำนาจ”
อย่างไรก็ตาม จากจุดยืนที่เป็นกลางและความปลอดภัยของไทย ส่งผลให้มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สูงถึง 1.47 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา หรือเติบโตเกือบ 40% โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น แผงวงจรพิมพ์ (PCB), อุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) และเทคโนโลยี AI
วิกฤตพลังงาน ฟอสซิลแพง สะเทือนดุลบัญชีเดินสะพัด
อย่างไรก็ดี ไทยกำลังเผชิญแรงกระแทกจากวิกฤตพลังงานโลก ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้โครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งคิดเป็น 50% ของการผลิตทั่วโลก ถูกทำลายลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นและจะไม่กลับมาถูกลงได้ง่าย
ประเทศไทยซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงเกือบ 10% ของ GDP ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จนส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในไตรมาสที่ 2 พลิกจากที่เคยเกินดุลมาโดยตลอดหลังวิกฤตปี 2540 กลายเป็นการขาดดุลสูงถึง 600,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ กลุ่มนักลงทุนยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงพลังงานไฟฟ้าธรรมดา แต่ต้องการ "พลังงานสะอาด"(Renewable Energy) ทำให้ไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
เปิดยุทธศาสตร์ "สติ" รับมือความผันผวน
นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อรับมือกับโจทย์ใหญ่และความแปรปรวนของโลก ได้มีการเสนอยุทธศาสตร์ "สติ" (STI Strategy) ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่
1. S - Stabilize Today
การรักษาเสถียรภาพทางการคลังและระบบการเงินในปัจจุบัน โดยเน้น วินัยการคลัง เป็นปราการด่านหลัง แม้ไทยจะมีหนี้สาธารณะอยู่ที่ 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ของ GDP แต่ถือว่ามีความมั่นคงเมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอย่างสหรัฐฯ (100%) หรือญี่ปุ่น (กว่า 200%)
ทั้งนี้ ความมุ่งมั่นนี้ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agencies) ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจากลบ (Negative) กลับมาเป็นเสถียรภาพ (Stable) สร้างความมั่นใจให้แก่ตลาดทุน พร้อมดำเนินโครงการ "ปิดหนี้ไวไปต่อได้" และ "SME Credit Boost" เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SME
2. T - Transition Now
การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดทันที (Jump Start) ผ่านการลงทุนในระบบโซลาร์เซลล์และการปรับปรุงระบบสายส่ง (Grid Modernization) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้ใช้ไฟฟ้ามาเป็นผู้ขายไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ให้ประชาชน และลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศไปพร้อมกัน
3. I - Invest for Tomorrow
การเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่และปรับปรุงทักษะแรงงาน (Re-skill / Up-skill) โดยมีการปรับกติกาของ BOI ใหม่ ไม่วัดผลสำเร็จเพียงแค่ยอดอนุมัติ แต่เน้นการเกิดการลงทุนจริงผ่านกลไก "Thailand Fast Pass" พร้อมกำหนดเงื่อนไขบังคับให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับผู้ประกอบการไทย
โดยดำเนินการผ่านโครงการ "Skill Bridge" ที่จับมือกับมหาวิทยาลัยไทย เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการผลิตและพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมชิปและ Optical Transceiver ที่มีการจ้างงานแรงงานไทยแล้วกว่า 20,000 ถึง 30,000 ตำแหน่ง
นอกจากนี้ยังได้นำ AI เช่น "นกกระซิบ" ในแอปพลิเคชันถุงเงิน มาช่วยผู้ค้าขายรายย่อยวิเคราะห์ยอดขายและต้นทุน เพื่อให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์
แท็กทีม กรอ. ดัน 7 กองหน้าเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน ในการวาดอนาคตประเทศไทย ได้มีการนำเสนอกรอบการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยเปรียบเทียบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเหมือนทีมฟุตบอล ซึ่งให้ ภาคเอกชนทำหน้าที่เป็น "กองหน้า" ใน 7 สาขาเศรษฐกิจหลักที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน ได้แก่
- เกษตรสมัยใหม่และการแปรรูปอาหาร (Smart Agriculture & Food Processing) รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารสัตว์
- อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics)
- ยานยนต์สมัยใหม่ (Future Mobility / EV) ที่เน้นการใช้สัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content)
- การแพทย์และเวลเนส (Wellness & Medical)
- การท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
- ระบบโลจิสติกส์และการเป็นศูนย์กลางการคมนาคม
- เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)
ขณะที่ ภาครัฐทำหน้าที่เป็น "กองกลาง" นำโดยรองนายกรัฐมนตรี 4 ท่าน ดูแลด้านการลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาคนและมหาวิทยาลัย การส่งเสริม SME และกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค รวมถึงการปรับแก้กฎระเบียบ โดยมี เสถียรภาพทางการเงินและการคลังทำหน้าที่เป็น "กองหลัง" ที่แข็งแกร่ง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในโลกที่ไร้กติกา







