
เปิดโจทย์ใหญ่การคลังไทย Fitch ชี้หนี้รัฐจ่อทรงตัวต่ำ 63% ต้องเร่งเพิ่มรายได้ 2.63 แสนล้าน
Fitch ส่งสัญญาณบวกไทย แต่จี้ปฏิรูปการคลัง เปิดทางเครดิตขยับ หากรัฐลดหนี้-เพิ่มรายได้ชัดเจน ชี้โจทย์หินยังอยู่ แผนเพิ่มรายได้ 2.63 แสนล้านยังไม่เริ่ม หวั่นหนี้รัฐกดดัน
KEY
POINTS
- Fitch Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเป็น Stable คาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะจะทรงตัวในระดับต่ำกว่า 63% ต่อ GDP ภายในปีงบประมาณ 2571
- รัฐบาลเผชิญโจทย์ใหญ่ในการเร่งเพิ่มรายได้ 2.63 แสนล้านบาทตามแผนการคลังระยะปานกลาง แต่มาตรการต่างๆ เช่น การปรับขึ้นภาษี ยังไม่มีความคืบหน้า
- Fitch ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและความท้าทายในการดำเนินนโยบายเพิ่มรายได้ ซึ่งอาจกระทบต่อการรักษาวินัยทางการคลัง
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” เกี่ยวกับการปฏิรูปด้านการคลังเพื่อสนับสนุนความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะต่อไป โดยระบุว่า Fitch Ratings ประกาศเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก Negative เป็น Stable พร้อมคงอันดับเครดิตที่ระดับ BBB+ สะท้อนความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นว่าสัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลต่อ GDP จะเข้าสู่ภาวะทรงตัวในระยะปานกลาง จาก 3 เหตุผล คือ เศรษฐกิจไทยรับแรงกระแทกจากราคาพลังงานโลกได้ดีกว่าที่ประเมินไว้ แรงกดดันด้านเงินฝืดที่คลายตัวลง และความแน่นอนในการดำเนินนโยบายที่มีมากขึ้นภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จากการการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่ราบรื่น
ในเชิงตัวเลข Fitch คาดว่าหนี้ภาครัฐบาลจะทรงตัวในปีงบประมาณ 2571 ที่ระดับต่ำกว่า 63% เพิ่มขึ้นจาก 59.3% ในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งดีขึ้นจากประมาณการเมื่อเดือนกันยายน 2568 ที่ระบุว่าจะทรงตัวที่ประมาณ 65% โดยให้เหตุผลว่าผลการดำเนินงานปีงบประมาณ 2568 ในรูป Government Finance Statistics ดีกว่าที่คาด และการเติบโตในรูปตัวเงินสูงขึ้นจากเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้น โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.3% ในปี 2569 ใกล้เคียงกับ 2.4% ในปีก่อน
ไทยเปลี่ยนผู้นำบ่อย
อย่างไรก็ดี Fitch ระบุข้อจำกัดไว้ควบคู่กัน โดยชี้ว่าไทยมีประวัติการเปลี่ยนผู้นำบ่อยครั้งและฉับพลัน และพลวัตของรัฐบาลผสมยังอาจนำไปสู่แรงกดดันด้านรายจ่ายที่ต่อเนื่องและทำให้การดำเนินนโยบายซับซ้อนขึ้น ขณะที่หนี้ภาครัฐบาลเพิ่มขึ้น 25% จากระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 มาอยู่สูงกว่าค่ากลางของกลุ่มอันดับ BBB ที่ 57% เล็กน้อย
ในส่วนการปรับสมดุลการคลังระยะปานกลาง Fitch ระบุว่าเชื่อว่ารัฐบาลยึดมั่นในกรอบวินัยการคลัง แต่มีความเสี่ยงจากการดำเนินโยบายที่ช่วยเพิ่มรายได้ที่อาจไม่เกิดขึ้น โดยฉพาะกับการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และเป็น 10% ในปีงบประมาณ 2573
ส่วนเงื่อนไขการปรับอันดับระบุไว้ทั้งสองทิศทาง ทางลบคือการไม่สามารถทำให้หนี้ภาครัฐทรงตัวใกล้ระดับปัจจุบัน เช่น จากการลดการขาดดุลที่ไม่เพียงพอ ทางบวกคือความเชื่อมั่นว่าสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากความคืบหน้าที่ชัดเจนในมาตรการปรับสมดุลทางการคลังของรัฐ
แผนหารายได้ไม่คืบหน้า
สถานการณ์ด้านมาตรการหารายได้เข้ารัฐเพิ่มเติมตามแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570-2573 ตั้งเป้าเพิ่มรายได้รัฐประมาณ 2.63 แสนล้านบาท กลับไร้ความคืบหน้า ยังไม่มีรายการใดเริ่มมีผลบังคับใช้ โดยนอกจากการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกำหนดข้างต้น มาตรการในแผนประกอบด้วย การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินและดีเซล 1 บาทต่อลิตรตั้งแต่ปี 2570
การจัดเก็บภาษีคาร์บอน การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำ 15% ตามกรอบ Global Minimum Tax การจัดเก็บอากรขาเข้าสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท การทบทวนโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและรายการลดหย่อน การเพิ่มการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ การบริหารรายได้จากที่ราชพัสดุและทรัพย์สินของรัฐ การขยายฐานผู้เสียภาษีผ่านระบบ Data Lake และการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่เป็นอัตราเดียว
ในบรรดามาตรการทั้งหมดนี้ การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่จากสองอัตราเป็นอัตราเดียวมีความพร้อมมากที่สุด เพราะได้รับการสนับสนุนจากกรมสรรพสามิตมาตั้งแต่ปลายปี 2568 ประกอบกับมีผลการศึกษาแล้วเสร็จและผ่านการรับฟังความคิดเห็นแล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าแม้จะข้อเรียกร้องจากภาคสังคมทุกภาคส่วน
มุมมองเครดิตที่ปรับดีขึ้นในรอบนี้ตั้งอยู่บนเงินเฟ้อที่กลับมาเป็นบวก วัฏจักรเศรษฐกิจที่ทนทานกว่าคาด และรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่เปลี่ยนแปลงได้โดยที่ยังไม่มีการตัดสินใจเชิงนโยบายใดเกิดขึ้น
ขณะที่เงื่อนไขซึ่ง Fitch ระบุว่าจะนำไปสู่การปรับอันดับในทางบวกคือความคืบหน้าที่ชัดเจนในการปรับสมดุลทางการคลัง ภาครัฐจึงควรให้น้ำหนักกับการปฏิรูปโครงสร้างทางการคลังและการเดินหน้ามาตรการด้านรายได้ตามปฏิทินที่กำหนดไว้ มากกว่าการต่ออายุมาตรการกระตุ้นการบริโภคเป็นรอบ ๆ โดยเริ่มจากมาตรการที่มีความพร้อมสูงสุดเช่นการปรับภาษีบุหรี่ทันที







