thansettakij
thansettakij
การค้าไทย–อังกฤษพุ่งแสนล้าน ฝ่ากับดักภาษีและกฎระเบียบซับซ้อน

การค้าไทย–อังกฤษพุ่งแสนล้าน ฝ่ากับดักภาษีและกฎระเบียบซับซ้อน

มธ. เผยการค้าไทย-สหราชอาณาจักรโตพุ่ง 2.25 แสนล้านบาท สูงสุดในรอบทศวรรษ ไทยได้เปรียบดุลการค้ากว่า 6.6 หมื่นล้าน แต่เตือนติดล็อกภาษีซ้อน และกฎระเบียบซับซ้อน

KEY

POINTS

  • มูลค่าการค้าไทย-สหราชอาณาจักรปี 2568 เติบโตสูงสุดในรอบ 10 ปี แตะระดับ 2.25 แสนล้านบาท โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า
  • ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศเผชิญอุปสรรคสำคัญจากมาตรการทางภาษีที่ไม่สมดุล มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) และกฎระเบียบที่ซับซ้อน
  • อุปสรรคที่พบส่งผลกระทบต่อสินค้าสำคัญ เช่น โควตาภาษีสำหรับไก่แปรรูป, ภาษีซ้อนสำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำเข้า, และกระบวนการอนุมัติสินค้าที่ล่าช้า

การค้าทวิภาคีระหว่างไทยและสหราชอาณาจักรปี 2568 เติบโตอย่างมีนัยสำคัญด้วยมูลค่าทะลุ 2.25 แสนล้านบาท แม้ไทยจะกินส่วนแบ่งดุลการค้ามหาศาล แต่ผลวิจัยล่าสุดจาก มธ. ชี้ชัดว่าภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่ายกำลังเผชิญกำแพงกฎระเบียบ มาตรการภาษีที่ไม่สมดุล และกระบวนการอนุมัติที่ล่าช้า ซึ่งกลายเป็นต้นทุนแฝงขัดขวางการเติบโตเชิงโครงสร้างอย่างน่าวิตก

เปิดตัวเลขการค้าสูงสุดในรอบทศวรรษ

รายงานการศึกษาในหัวข้อ "การสำรวจอุปสรรคและโอกาสทางการค้าทวิภาคี ไทย-สหราชอาณาจักร" โดยศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ERTC) จากการเสวนาโต๊ะกลมร่วมกับภาคธุรกิจ ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมความสัมพันธ์ทางการค้าที่มีทั้งสัญญาณบวกเชิงสถิติและรอยร้าวเชิงโครงสร้าง

การค้าไทย-สหราชอาณาจักรโตพุ่ง 2.25 แสนล้านบาท สูงสุดในรอบทศวรรษ

ในแง่ของมูลค่าการค้าทวิภาคีในปี 2568 ขยายตัวสูงถึง 225,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 17 ซึ่งถือเป็นสถิติการขยายตัวที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี โดยฝั่งประเทศไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าอยู่ที่ประมาณ 66,700 ล้านบาท

รายงานฉบับนี้สะท้อนว่าสินค้าสำคัญ 15 อันดับแรก ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป ไปจนถึงสินค้าในอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงตามนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) มีสัดส่วนมูลค่ารวมกันสูงถึงร้อยละ 70 ของมูลค่าการค้ารวมทั้งหมดระหว่างสองประเทศ

ทว่าการนำเข้าและส่งออกสินค้ากลุ่มหลักเหล่านี้กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคทางภาษี และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ "มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี" (Non-Tariff Measures: NTMs) รวมถึงกระบวนการทางกฎระเบียบที่ล่าช้า ซึ่งสร้างต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance Cost) บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนทั้งสองฝ่ายอย่างหนัก

จากโควตาอาหารถึงมาตรฐานไฮเทค

ผลการศึกษาของ ERTC ได้จำแนกอุปสรรคทางการค้าที่เกิดขึ้นในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมไว้อย่างชัดเจน ดังนี้

1. กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

  • ปัญหาโควตาภาษี (Tariff-Rate Quota: TRQ) ของไทย: เนื้อไก่แปรรูป ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของไทยไปยังสหราชอาณาจักร ได้รับโควตาภาษีอัตราต่ำเพียง 100,000 ถึง 130,000 ตัน ทั้งที่ความต้องการส่งออกจริงของภาคธุรกิจไทยมีมากถึง 170,000 ตัน ส่งผลให้ปริมาณสินค้าส่วนเกินโควตาต้องแบกรับอัตราภาษีสูงถึง 39,000 บาทต่อตัน
  • การเสียเปรียบเชิงการแข่งขันของปลากระป๋อง: ผลิตภัณฑ์ทูน่ากระป๋องแม้จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจนถึงปี 2571 แต่กลับถูกกดดันจากการต่อรองราคาโดยผู้นำเข้าในสหราชอาณาจักร เนื่องจากถูกนำไปเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งที่มีข้อตกลงสิทธิพิเศษทางการค้า (FTA) กับสหราชอาณาจักรเป็นการถาวรอยู่แล้ว
  • ความล่าช้าในกระบวนการอนุมัติ: การขออนุมัติเปิดตลาดและรับรองผลิตภัณฑ์ใหม่ระหว่างรัฐต่อรัฐ (G2G) ต้องใช้ระยะเวลานานถึง 4 ปี ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการเสียโอกาสทางการค้าในจังหวะที่ตลาดมีความต้องการ
  • โครงสร้างภาษีซ้อนของสินค้าเครื่องดื่มนำเข้า: ในฝั่งการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหราชอาณาจักรเข้ามายังประเทศไทย ต้องเผชิญกับภาระภาษีหลายชั้น ทั้งภาษีนำเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อสังคม และภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 40 ของราคาขายปลีก ซ้ำยังติดเงื่อนไขข้อกำหนดที่ต้องต่ออายุใบรับรองการตรวจวิเคราะห์ใหม่ทุกๆ 3 ปี

2. กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและการผลิตขั้นสูง

  • ผลกระทบจากนโยบายสิ่งแวดล้อม: การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมจดทะเบียนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ของสหราชอาณาจักร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดการส่งออกรถกระบะจากประเทศไทย ประกอบกับกระแสการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ในยุโรป ส่งผลให้คู่ค้าในสหราชอาณาจักรเริ่มเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน หันไปสั่งซื้อชิ้นส่วนยานยนต์จากประเทศในแถบยุโรปตะวันออกแทน
  • ภาระด้านมาตรฐานเทคโนโลยี: สินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสำอาง และเลนส์สายตาจากไทย ต้องปรับตัวเพื่อปฏิบัติตามมาตรฐาน พ.ร.บ. Product Security and Telecommunications Infrastructure Act รวมถึงข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอันซับซ้อนของสหราชอาณาจักร ซึ่งกลายเป็นภาระต้นทุนก้อนใหญ่สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อย (SMEs)
  • กระบวนการขึ้นทะเบียนยาที่ยาวนาน: สินค้านำเข้าจากสหราชอาณาจักรมายังไทย เช่น ผลิตภัณฑ์ยา ต้องเผชิญกับขั้นตอนและระยะเวลาในการขึ้นทะเบียนที่ยาวนานเฉลี่ยถึง 300 วันทำการ

เสวนาโต๊ะกลมร่วมกับภาคธุรกิจ อุปสรรคและโอกาสทางการค้าทวิภาคี ไทย-สหราชอาณาจักร

"สินค้าดาวรุ่ง" โอกาสใหม่ท่ามกลางข้อจำกัด

แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎระเบียบและภาษี แต่รายงานวิจัยของ ERTC ได้ฉายภาพให้เห็นถึงกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพเติบโตสูง (Rising Stars) ในตลาดของทั้งสองประเทศ ดังนี้

  • อาหารสัตว์เลี้ยง: เป็นกลุ่มสินค้าที่มีการเติบโตเชิงโครงสร้างและมีอัตรากำไร (Margin) สูง อันเป็นผลมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในไทยและต่างประเทศ
  • อุปกรณ์ตกแต่งและดัดแปลงรถยนต์: มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของตลาดรถยนต์และการใช้งานเฉพาะกลุ่ม
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์คุณภาพสูง: ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 12 ซึ่งกลุ่มสินค้านี้เข้ามาสนับสนุนยุทธศาสตร์การเป็น "ศูนย์กลางอาหารและวัฒนธรรมการกิน" (Gastronomy Hub) ของไทย ช่วยเพิ่มความหลากหลายให้ตลาดบริโภคภายในประเทศ และดึงดูดการท่องเที่ยวกลุ่มมูลค่าสูง ในขณะเดียวกัน ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ในสหราชอาณาจักรก็มีความต้องการและให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์สุราและคราฟต์เบียร์จากประเทศไทยเพิ่มขึ้นเช่นกัน

เสียงสะท้อนจากผู้เกี่ยวข้อง

ความสำคัญของการปลดล็อกอุปสรรคเหล่านี้ ได้รับการยืนยันผ่านมุมมองของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน

ผศ. ดร. อลงกรณ์ ธนศรีธัญญากุล ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ (ERTC) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า รายงานฉบับนี้เป็นผลจากการศึกษาวิจัยและหารือตรงกับภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศเกือบหนึ่งปีเต็ม โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับจากการหารือเชิงหลักการทั่วไป ไปสู่การระบุอุปสรรคทางการค้าจริงทั้งมิติด้านภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อให้ภาครัฐและผู้กำหนดนโยบายใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ปัญหา

ตัวแทนจากสมาชิกกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สะท้อนว่า ปัญหาสำคัญของผู้ผลิตไทยคือมาตรการทางเทคนิค กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และระยะเวลาการอนุมัติที่ยาวนาน ซึ่งแม้ในอนาคตอัตราภาษีนำเข้าจะลดลง แต่หากสินค้าใหม่ยังต้องใช้เวลานานหลายเดือนในการผ่านขั้นตอนกฎระเบียบ ก็จะเสียเปรียบสินค้าที่เคยเข้าไปทำตลาดก่อนหน้านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ชัชฎา จันทรางศุ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ ดิอาจิโอ ประเทศไทย ยืนยันว่า ความท้าทายในการทำค้าขายปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่แค่อัตราภาษี แต่ขยายไปถึงกฎระเบียบ ข้อกำหนดทางเทคนิค และมาตรฐานต่างๆ ซึ่งการชี้ให้เห็นอุปสรรคเหล่านี้ร่วมกันจะช่วยเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้แก่ทั้งสองประเทศ

Jesse Allen, Deputy Country Director, Trade ผู้แทนจากสถานทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เน้นย้ำว่า ข้อมูลและมุมมองจากภาคเอกชนในครั้งนี้จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับภาครัฐในการนำไปกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ (G2G) และระหว่างรัฐต่อเอกชน (G2P) เพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้าในอนาคต