thansettakij
thansettakij
เจาะเศรษฐกิจโลก ไทย สหรัฐฯ จีน พักรบการค้า ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง

เจาะเศรษฐกิจโลก ไทย สหรัฐฯ จีน พักรบการค้า ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญปัจจัยเร่งรอบด้าน ทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่เริ่มผ่อนคลายลงชั่วคราว ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กดดันราคาพลังงาน

การที่สหรัฐฯ และจีนส่งสัญญาณพักรบสงครามการค้า ช่วยบรรเทาแรงกดดันเศรษฐกิจโลก ขณะที่ราคาน้ำมันทรงตัวระดับสูง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่าน ฟากส่งออกไทยเดือนสิงหาคมขยายตัวแข็งแกร่ง ช่วยลดยอดขาดดุลทางการค้าลงอย่างเห็นได้ชัดเจน

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญปัจจัยเร่งรอบด้าน ทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่เริ่มผ่อนคลายลงชั่วคราว ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กดดันราคาพลังงาน ตลอดจนทิศทางส่งออกของไทยที่ขยายตัวต่อเนื่องจนช่วยลดการขาดดุลการค้าลงอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายจากแรงกดดันด้านนโยบายการเงินและต้นทุนพลังงานนำเข้า

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อรวม (Composite PMI)

สถานการณ์พลังงานโลกและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

แม้ว่าซาอุดีอาระเบียจะดำเนินการปรับเพิ่มปริมาณการส่งออกน้ำมันขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มต้นเกิดสงคราม ซึ่งมีส่วนช่วยอุดหนุนอุปทานในตลาดและกดให้ราคาน้ำมันปรับลดลงมาได้บ้างในบางช่วง แต่ในภาพรวมราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เหตุผลสำคัญมาจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินไปอย่างรุนแรงและไม่มีท่าทีจะสงบลงโดยง่าย

นอกจากนี้ ความหวังต่อการเจรจาทางการเมืองและการทูตระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านยังคงมีความเปราะบางสูงมาก หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงท่าทีปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านเกี่ยวกับการเปิดเส้นทางขนส่งทางเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มูซ การปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวส่งผลให้ภาวะงักงันของอุปทานพลังงานโลกมีแนวโน้มยืดเยื้อออกไปอีก ซึ่งกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เพิ่มความสุ่มเสี่ยงต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไป

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย

ผลจากการที่ราคาน้ำมันยังคงปักหลักอยู่ในระดับสูง ได้กลายเป็นตัวเร่งความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดการเงินเกิดความกังวลและพากันเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี ทะยานขึ้นสู่ระดับ 5.2% ซึ่งนับเป็นจุดสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี

มูลค่าการค้าและการส่งออกของจีน

ทางด้านทิศทางนโยบายการเงิน ตลาดการเงินเริ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1-2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงขยายตัวได้ดีเกินคาด พบว่า

  • ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อรวม (Composite PMI) เดือนกันยายน 2569: ขยายตัวด้วยอัตราเร่งสูงสุดในรอบ 62 เดือน
  • ตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก: ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 19 กันยายน 2569 ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน

ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเช่นนี้สะท้อนว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงมีแรงส่ง แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นแรงกดดันให้เฟดต้องตรึงหรือปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสยบความร้อนแรงของเงินเฟ้อ

สภาพเศรษฐกิจจีนและการพักรบทางการค้าระหว่างสองมหาอำนาจ

รัฐบาลจีนเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างเข้มข้น โดยเตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว พร้อมทั้งอัดฉีดเม็ดเงินผ่านการแจกคูปองและเงินอุดหนุนคิดเป็นมูลค่ารวมราว 310 ล้านหยวน ซึ่งมีกำหนดการดำเนินงานตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนไปจนถึงเดือนตุลาคม

ในมิติของการค้าระหว่างประเทศ สหรัฐฯ และจีนได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไปจนถึงวันที่ 10 มกราคม อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มที่จะจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตราที่ใกล้เคียงกับช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ผลกระทบโดยรวมต่อภาคการส่งออกของจีนคาดว่าจะมีอย่างจำกัด เนื่องจากกลุ่มสินค้าไฮเทค ซึ่งถือเป็นสินค้าส่งออกหลักและมีความสำคัญต่อโครงสร้างการค้าของจีน มีแนวโน้มสูงที่จะยังคงได้รับการยกเว้นภาษีดังกล่าว

มูลค่าการส่งออกและนำข้าของไทย

วิเคราะห์ภาคการส่งออกและการดุลการค้าของไทย

ภาคการส่งออกของประเทศไทยได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากวัฏจักรการลงทุนในระดับโลก โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนสิงหาคม 2569 จะพบว่า

มูลค่าการส่งออก: มีมูลค่า 34.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26 โดยมีอัตราการเติบโตเร่งขึ้นจาก 21.6% (YoY) ในเดือนก่อนหน้า สู่ระดับ 24.3% มูลค่าการนำเข้า: มีมูลค่า 37.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะยังขยายตัวที่ระดับ 25.1% แต่ถือเป็นการชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับอัตราเติบโต 36.7% ในเดือนก่อนหน้า ดุลการค้า: จากการที่การส่งออกเร่งตัวขึ้นและชะลอการเติบโตของการนำเข้า ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าในเดือนสิงหาคมเพียง 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นการขาดดุลรายเดือนที่น้อยที่สุดในรอบ 8 เดือน

เมื่อพิจารณาภาพรวมในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกของไทยสามารถขยายตัวได้ 18.9% ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 36.1% ส่งผลให้มียอดขาดดุลการค้าสะสมรวมอยู่ที่ 37.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

โครงสร้างการค้า สินค้าทุน และปัจจัยเสี่ยงในระยะถัดไป

จากการวิเคราะห์สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศของไทย สามารถสรุปประเด็นสะท้อนภาพเศรษฐกิจและปัจจัยท้าทายออกเป็น 2 ด้านหลัก ดังนี้:

  • ประเด็นสะท้อนเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจ ประกอบไปด้วย แรงส่งจากเทคโนโลยี: การส่งออกไทยได้ประโยชน์อย่างมากจากวัฏจักรการลงทุนในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก, การขาดดุลการค้าลดลง: ยอดขาดดุลการค้ารายเดือนปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อดุลชำระเงิน
  • การเติบโตของสินค้าทุน: การนำเข้าสินค้าทุนยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องที่ +33.9% โดยเฉพาะหมวดเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบที่เติบโตถึง +61.4% รวมถึงคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบที่เติบโต +57.2% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการนำเข้าเครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อรองรับแนวโน้มการลงทุนภายในประเทศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
  • ปัจจัยท้าทายและความเสี่ยงที่ต้องจับตา ได้แก่ การกระจายตัวของการส่งออก: การเติบโตของการส่งออกยังคงกระจุกตัวและไม่ครอบคลุมทุกหมวดสินค้า (Broad-based) โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรที่ยังคงประสบภาวะหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 อยู่ที่ -1.9%, มาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ: ภาคการส่งออกในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากมาตรการด้านภาษีของสหรัฐฯ

โดยเฉพาะการเปิดสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ในประเด็นเรื่องการใช้กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) และ ความผันผวนของราคาพลังงาน: หากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงของไทย ซึ่งตัวเลขล่าสุดยังคงขยายตัวสูงถึง 42.8% ซึ่งจะกลับมาเป็นปัจจัยกดดันการขาดดุลการค้าและกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยโดยรวมในอนาคต