thansettakij
thansettakij
เวียดนามพลิกเกม FTA จากลดภาษีสู่ชิงส่วนแบ่งตลาด จับตาแรงกดดัน-โอกาสของไทย

เวียดนามพลิกเกม FTA จากลดภาษีสู่ชิงส่วนแบ่งตลาด จับตาแรงกดดัน-โอกาสของไทย

เวียดนาม ปรับเกมการค้า เร่งใช้ FTA หวังเพิ่มส่วนแบ่งตลาด หลังส่งออก 6 เดือนแรกปี 69 โต 21% ยกระดับมาตรฐานและตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทาน จับตาเป็นทั้งแรงกดดันและโอกาสของผู้ประกอบการไทย

KEY

POINTS

  • เวียดนามเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการมุ่งทำข้อตกลง FTA ไปสู่การเร่งใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในประเทศคู่ค้าอย่างเป็นรูปธรรม
  • เวียดนามมุ่งเพิ่มมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศและลดการพึ่งพาภาคธุรกิจต่างชาติ (FDI) โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมสนับสนุนและเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก
  • กติกาการค้ายุคใหม่ภายใต้ FTA ไม่ได้เน้นแค่การลดภาษี แต่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และการตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทาน
  • การรุกใช้ FTA ของเวียดนามสร้างทั้งแรงกดดันทางการแข่งขันต่อสินค้าไทย และเป็นโอกาสให้ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานการผลิตในเวียดนาม

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ รายงานว่า เวียดนามกำลังเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์การค้า จากการมุ่งเพิ่มจำนวนความตกลงการค้าเสรี (FTA) สู่การเร่งใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม หลังปัจจุบันมี FTA ที่มีผลบังคับใช้แล้ว 17 ฉบับ ครอบคลุมกว่า 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ พร้อมอยู่ระหว่างเจรจาความตกลงทางการค้าเพิ่มเติมกับหลายตลาด โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มส่วนแบ่งตลาด การเพิ่มมูลค่าการส่งออก และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

ทั้งนี้ แม้เวียดนามมีเครือข่าย FTA ครอบคลุมตลาดสำคัญทั่วโลก แต่การใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ด้านภาษียังไม่เต็มศักยภาพ สะท้อนจากส่วนแบ่งตลาดในหลายประเทศที่ยังอยู่ในระดับต่ำ เช่น ปี 2566 สหภาพยุโรปมีมูลค่าการนำเข้าจากทั่วโลกประมาณ 2.51 ล้านล้านดอลลาร์ 

ขณะที่เวียดนามส่งออกไปยังตลาดดังกล่าวประมาณ 56,200 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเพียงราว 2% ของการนำเข้ารวมของสหภาพยุโรป ขณะที่ตลาดแคนาดา สหราชอาณาจักร และเม็กซิโก สินค้าเวียดนามมีส่วนแบ่งตลาดเพียงกว่า 2% กว่า 1% และกว่า 1% ตามลำดับ

เร่งเปลี่ยนภาษีเป็นส่วนแบ่งตลาด

ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดสำคัญยังอยู่ที่การใช้สิทธิภายใต้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) โดยในปี 2566 อัตราการใช้สิทธิภายใต้ CPTPP อยู่ต่ำกว่า 10% ขณะที่ EVFTA อยู่ประมาณ 34% และ UKVFTA ประมาณ 38% แม้จะปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้า แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับจำกัด

เวียดนามจึงมองว่าการมี FTA เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากผู้ประกอบการไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้จริง โดยเฉพาะในตลาดที่มีส่วนต่างระหว่างภาษี MFN กับภาษีภายใต้ FTA สูง เช่น กลุ่มสิ่งทอและรองเท้า ซึ่งสินค้าบางรายการมีอัตราภาษี MFN สูงถึง 30% แต่ภายใต้ FTA สามารถลดลงเหลือ 0% ขณะที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภทมีส่วนต่างภาษีเพียง 0-5% ทำให้แรงจูงใจจาก FTA แตกต่างกันตามประเภทสินค้า

สำหรับตลาดที่มีโอกาสขยายตัว ได้แก่ เม็กซิโกและแคนาดา โดยเวียดนามได้รับประโยชน์จาก CPTPP ในตลาดเม็กซิโก ทำให้สินค้าเวียดนามมีข้อได้เปรียบทางภาษีเหนือคู่แข่งบางประเทศในเอเชีย 

ขณะที่ตลาดแคนาดามีแนวโน้มเปิดโอกาสให้เวียดนามเพิ่มการส่งออก จากการที่ภาคธุรกิจแคนาดามองหาแหล่งจัดหาและคู่ค้ารายใหม่ ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ประเด็นที่เวียดนามให้ความสำคัญมากขึ้น คือคุณภาพของการส่งออก โดยต้องการเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นและคงอยู่ภายในประเทศ ไม่ใช่เพียงเร่งตัวเลขการส่งออก

ปัจจุบันประมาณ 80% ของการส่งออกเวียดนามมาจากภาคธุรกิจที่มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ขณะที่ธุรกิจเวียดนามมีสัดส่วนเพียงประมาณ 20% ลดลงจากราว 50% เมื่อ 15 ปีก่อน สะท้อนการพึ่งพาบริษัทข้ามชาติและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศในระดับสูง

ข้อมูลช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ระบุว่า การค้าสินค้ารวมของเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 549,690 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 27.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งออก 266,520 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21% โดยภาคธุรกิจในประเทศมีสัดส่วนการส่งออก 20.1% ขณะที่ภาค FDI มีสัดส่วนสูงถึง 79.9%

ดังนั้น เป้าหมายต่อไปของเวียดนามจึงอยู่ที่การเพิ่มการใช้วัตถุดิบและบริการจากผู้ประกอบการในประเทศ พัฒนาอุตสาหกรรมต้นน้ำและอุตสาหกรรมสนับสนุน รวมถึงเชื่อมโยง SMEs เข้ากับห่วงโซ่มูลค่าโลก เพื่อให้การเติบโตของการส่งออกก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานภายในประเทศมากขึ้น

กติกาการค้าใหม่ ผู้ส่งออกต้องพิสูจน์ทั้งห่วงโซ่

อีกปัจจัยที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขัน คือ FTA รุ่นใหม่ที่ไม่ได้มุ่งเฉพาะการลดภาษี พิธีการศุลกากร และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า แต่เพิ่มความสำคัญกับมาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทาน

โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรป ต่างยกระดับข้อกำหนดในการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าและวัตถุดิบ รวมถึงมาตรการด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน อาทิ EUDR และ CBAM ของสหภาพยุโรป

ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องสามารถแสดงข้อมูลแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ผู้จัดหา โครงสร้างความเป็นเจ้าของ กระบวนการผลิต สัดส่วนวัตถุดิบนำเข้า และมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศได้

เวียดนามจึงเสนอให้ผู้ประกอบการจัดทำ “FTA Compliance Dossier” หรือชุดเอกสารเพื่อการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ FTA ครอบคลุมข้อมูลสินค้า ถิ่นกำเนิด กระบวนการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน ผู้จัดหา และหลักฐานการปฏิบัติตามมาตรฐานต่าง ๆ รวมถึงเตรียมผู้จัดหาทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งจัดหารายใดรายหนึ่ง

ไทย-เวียดนามแข่งขันเดือด 

ทั้งนี้ การเร่งใช้ประโยชน์จาก FTA ของเวียดนามจะส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยและเวียดนามแข่งขันกันในตลาดเดียวกัน เพราะเวียดนามมีโอกาสใช้ความได้เปรียบด้านภาษีเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและแข่งขันด้านราคาได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันระยะต่อไปจะไม่ได้วัดกันเฉพาะต้นทุนหรืออัตราภาษี แต่จะขยับไปสู่ความสามารถในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ มาตรฐานสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน

ขณะเดียวกัน การพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศในระดับสูงของเวียดนามยังเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าการผลิตและการส่งออกของเวียดนาม

กลุ่มที่มีโอกาส ได้แก่ วัตถุดิบและชิ้นส่วนอุตสาหกรรม บรรจุภัณฑ์ อาหารและเกษตรแปรรูป สินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนบริการที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะการเป็นซัพพลายเออร์ให้กับบริษัท FDI ซึ่งมีบทบาทสูงต่อการส่งออกของเวียดนาม

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่เข้าไปลงทุนในเวียดนาม ควรใช้โอกาสดังกล่าวสร้างเครือข่ายกับผู้ผลิตและบริษัท FDI ในประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยในประเทศสามารถใช้จุดแข็งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และมูลค่าเพิ่มของสินค้า เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาดเวียดนามและห่วงโซ่อุปทานของเวียดนาม

ปรับกลยุทธ์รับ FTA ใหม่

 

ผู้ประกอบการไทยควรปรับกลยุทธ์จากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การสร้างความสามารถด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ โดยติดตามเงื่อนไข FTA เป็นรายประเทศและรายสินค้า ตรวจสอบ HS Code อัตราภาษี MFN และ FTA รวมถึงกฎถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการ SPS และ TBT ตลอดจนข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

ขณะเดียวกัน ควรพัฒนาระบบข้อมูลและเอกสารที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมกระจายตลาดและแหล่งจัดหาวัตถุดิบ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหรือซัพพลายเออร์รายใดรายหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของ FTA เวียดนามจึงเป็นทั้ง “แรงกดดัน” และ “โอกาส” สำหรับไทย แรงกดดันอยู่ที่การแข่งขันจากสินค้าที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากขึ้น ขณะที่โอกาสอยู่ที่การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าและฐานการผลิตของเวียดนาม หากผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน การตรวจสอบย้อนกลับ และการบริหารห่วงโซ่อุปทานให้สอดรับกับกติกาการค้าใหม่ได้ ก็มีโอกาสเปลี่ยนการแข่งขันกับเวียดนามไปสู่การสร้างความร่วมมือทางธุรกิจและการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานร่วมกันได้มากขึ้น