thansettakij
thansettakij
พาณิชย์ปัดฝุ่นเจรจา CEPA ไทย-ยูเออี เจาะตลาดตะวันออกกลาง

พาณิชย์ปัดฝุ่นเจรจา CEPA ไทย-ยูเออี เจาะตลาดตะวันออกกลาง

25 ก.ย. 69 | 01:46 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ก.ย. 69 | 01:50 น.

ไทย-ยูเออี เดินหน้าเจรจา CEPA อีกครั้ง หลังเจรจาคืบหน้ากว่า 80% และปลดล็อกประเด็นค้าง เปิดทางเร่งสรุปดีล เพิ่มโอกาสส่งออก-ลงทุน ใช้ UAE เป็นประตูเชื่อมตลาดตะวันออกกลาง

KEY

POINTS

  • ไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เตรียมกลับมาเดินหน้าเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (CEPA) อีกครั้ง หลังการเจรจาหยุดชะงักไปตั้งแต่ปี 2566
  • การเจรจาจะต่อยอดจากความคืบหน้าเดิมที่มีอยู่กว่า 80% หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายสามารถหาข้อสรุปในประเด็นที่เป็นอุปสรรคได้แล้ว
  • ข้อตกลง CEPA มีเป้าหมายเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า และใช้ UAE ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในตะวันออกกลาง เป็นประตูสู่การขยายตลาดสินค้าและบริการของไทย

ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (CEPA) ระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับ

เอมิเรตส์ (UAE) นับเป็นหนึ่งในความตกลงทางเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายเปิดตลาดและลดอุปสรรคทางการค้าระหว่าง ไทย-ยูเออี ครอบคลุมทั้งการค้าสินค้าและประเด็นทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง โดยทั้งสองประเทศเตรียมกลับมาปัดฝุ่นเจรจากันอีกครั้ง หลังการเจรจาหยุดชะงักไปตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 จากการที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันในบางประเด็น

ล่าสุด ไทย-ยูเออี เห็นพ้องที่จะกลับมาเดินหน้าเจรจา CEPA อีกครั้ง ภายหลังทั้งสองฝ่ายสามารถหาข้อสรุปในประเด็นที่เคยเป็นอุปสรรคได้แล้ว จากเดิมที่การเจรจาครั้งที่ 4 ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 กันยายน 2566 มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 80% แต่ยังเหลือบางประเด็นและบางรายการสินค้าที่ต้องหารือกันเพิ่มเติม

 กระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่า การกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการนำผลการเจรจาเดิมที่มีความคืบหน้าในระดับสูงกลับมาต่อยอด เพื่อเร่งหาข้อสรุปในส่วนที่เหลือ และผลักดันให้ CEPA ไทย-ยูเออี สามารถนำไปใช้สร้างแต้มต่อด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศได้เร็วขึ้น

ปลดล็อกประเด็นค้าง

 ที่ผ่านมา ไทย-ยูเออี ได้เปิดการเจรจา CEPA อย่างเป็นทางการผ่านระบบการประชุมทางไกลเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2566 และเดินหน้าเจรจามาแล้ว 4 ครั้ง โดยรอบล่าสุดจัดขึ้นในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ก่อนที่กระบวนการเจรจาจะหยุดลง เนื่องจากยังมีประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ โดยการเจรจาในรอบที่ผ่านมา ได้หารือถึงการสร้างสมดุลระหว่างการเปิดตลาดกับการดูแลผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะสินค้าบางรายการที่ไทยมีความอ่อนไหวต่อการแข่งขันจากสินค้านำเข้า หากเปิดตลาดให้กับ UAE มากเกินไปอาจกระทบต่อผู้ผลิตภายในประเทศ

 อย่างไรก็ตาม ในช่วงของการเจรจาหยุดชะงัก กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและประเมินผลกระทบ รวมถึงหาแนวทางที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ เพื่อให้กระบวนการดังกล่าวนำไปสู่การคลี่คลายประเด็นค้างคา และเปิดทางให้ไทยกับ UAE กลับมาเจรจาในส่วนที่เหลืออีกครั้ง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงได้โดยเร็ว ทั้งในมิติการค้า การลงทุน และความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการและประชาชนของทั้งสองประเทศ 

 สำหรับการกลับมาเจรจาครั้งนี้มีความแตกต่างจากการเปิดโต๊ะเจรจาใหม่ เพราะพื้นฐานส่วนใหญ่ของความตกลงได้ถูกหารือไปแล้ว และเหลือเพียงประเด็นที่ต้องหาข้อสรุปในขั้นสุดท้ายที่จะต้องเจรจารายละเอียดและเงื่อนไขของแต่ละฝ่าย ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะการเจรจา CEPA ไทย-UAE นอกจากการลดภาษีสินค้าแล้ว ยังรวมถึงการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของไทยกับหนึ่งในศูนย์กลางการค้าและการลงทุนสำคัญของตะวันออกกลางด้วย 

UAE คู่ค้ารายใหญ่

 สำหรับความสำคัญของการค้าระหว่างไทย-ยูเออี ตามข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในปี 2568 UAE เป็นคู่ค้าอันดับ 8 ของไทยในตลาดโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ในกลุ่ม GCC และตะวันออกกลาง โดยมูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่ 21,596.74 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นไทยส่งออกไป UAE มูลค่า 4,499.45 ล้านดอลลาร์ และไทยนำเข้าจาก UAE มูลค่า 17,097.29 ล้านดอลลาร์

โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไป UAE ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตลอดจนเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ด้านสินค้านำเข้าสำคัญจาก UAE ได้แก่ นํ้ามันดิบ อัญมณี เงินแท่งและทองคำ นํ้ามันสำเร็จรูป สินแร่โลหะ เศษโลหะ และก๊าซธรรมชาติ

 ขณะที่ผลการศึกษาความเป็นไปได้ของ CEPA ไทย-ยูเออี ที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จัดทำร่วมกับบริษัทที่ปรึกษา ประเมินว่า หาก CEPA มีผลบังคับใช้ จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 318-357 ล้านดอลลาร์ ขณะที่การส่งออกของไทยมีโอกาสเพิ่มขึ้นประมาณ 190-243 ล้านดอลลาร์

 กลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการขยายการส่งออกครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่อาหาร สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย ผลิตภัณฑ์จากหนัง ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ยางพารา พลาสติก เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงยานยนต์และชิ้นส่วน 

รวมถึงภาคบริการ โดยมีการประเมินว่าสาขาการขนส่ง การเงิน และบริการด้านธุรกิจจะมีธุรกรรมระหว่างกันเพิ่มขึ้นหลังความตกลงมีผลใช้บังคับ โดยการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปให้บริการในตลาด UAE จึงอาจสร้างช่องทางรายได้ใหม่ นอกเหนือจากการส่งออกสินค้าแบบดั้งเดิม

สินค้าเด่นเจาะตลาด

 ส่วนการเปิดตลาดการค้ากลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพสูง คือ อุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่สอดคล้องกับมาตรฐานฮาลาล สามารถต่อยอดจาก UAE ไปยังตลาดอื่นในตะวันออกกลางได้ นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในสินค้าเกษตร อัญมณีและเครื่องประดับ สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะอัญมณีและเครื่องประดับนั้น ถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับ 2 ของไทยไป UAE และผู้ค้าใน UAE มีความสนใจสินค้ากลุ่มนี้จากไทย 

หาก CEPA สามารถช่วยลดอุปสรรคทางการค้าและเพิ่มความแน่นอนด้านกฎระเบียบได้ กระทรวงพาณิชย์ เชื่อว่า จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนธุรกิจและขยายตลาดได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กที่ต้องการใช้ UAE เป็นฐานขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคจากการค้า สู่การลงทุนและพลังงาน

 ท้ายที่สุดแม้การเจรจาไทย-UAE จะมีความคืบหน้ากว่า 80% และทั้งสองฝ่ายสามารถปลดล็อกประเด็นสำคัญที่เคยเป็นอุปสรรคได้แล้ว แต่รายละเอียดของข้อตกลงที่เหลือยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะรายการสินค้าที่มีความอ่อนไหวต่อผู้ประกอบการไทย

 ดังนั้นโจทย์ของทีมเจรจาไทยในระยะต่อไป จึงอยู่ที่การหาสมดุลระหว่างเปิดตลาดเพื่อสร้างโอกาสกับการดูแลสินค้าที่มีความอ่อนไหว รวมถึงกำหนดช่วงเวลาและเงื่อนไขการเปิดตลาดให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ก่อนเร่งสรุปรายละเอียดที่เหลือให้ได้ข้อยุติ 

พร้อมวางแผนต่อยอดหลังความตกลงมีผล เพื่อให้ดีลการค้าที่ค้างมานานสามารถเปลี่ยนจากเอกสารการเจรจาไปสู่โอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริงกับผู้ประกอบการไทย