
'อนุทิน' ประกาศ “ซีโร่คอร์รัปชัน” ภารกิจชาติ ชู 3 หลักปราบโกงใช้ AI จับทุจริต
“อนุทิน” ประกาศปราบคอร์รัปชันเป็น “ภารกิจแห่งชาติ” ยกคดีโกงสอบท้องถิ่น ชี้พบการแก้คะแนน-เส้นทางเงินเชื่อมโยงเครือข่าย ย้ำหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” เดินหน้าดำเนินคดีโดยไม่สนชื่อหรือตำแหน่ง
KEY
POINTS
- นายกฯ อนุทิน ประกาศนโยบาย "Zero Corruption" โดยชู 3 หลักการสำคัญในการปราบปรามการทุจริตให้เป็นภารกิจแห่งชาติ
- หลักการ 3 ข้อประกอบด้วย "ปิดโอกาสโกง" "เปิดโอกาสตรวจสอบ" และ "ปิดทางที่ใครจะใช้อำนาจช่วยให้พ้นผิด" เพื่อสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้
- มีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจจับสัญญาณความผิดปกติและชี้เป้าการทุจริตในภาครัฐ
1 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกพิเศษ ในเวที “Zero Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน” เรื่อง "รัฐบาลกับการขับเคลือนประเทศไทยสู่ Zero Corruption และการ เติบโตอย่างยั่งยืน" ว่า การเปิดเวทีให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมผลักดันการต่อต้านคอร์รัปชันจากนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ถือเป็นโจทย์สำคัญของประเทศไทย โดยรัฐบาลกำหนดให้การต่อต้านคอร์รัปชันเป็น “ภารกิจแห่งชาติ” และเป็นภารกิจแรกที่รัฐบาลต้องดำเนินการ โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยไม่มีการคอร์รัปชัน
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ปัญหาคอร์รัปชันสร้างผลกระทบต่อประเทศมากกว่าความเสียหายจากการทำผิดกฎหมาย เพราะทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นในภาครัฐ ผู้ประกอบการไม่เชื่อมั่นในการแข่งขัน และนักลงทุนไม่เชื่อมั่นในกติกาของประเทศ
เนื่องจากเมื่ออำนาจรัฐถูกใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว จะส่งผลกระทบต่อหลักนิติรัฐและหลักธรรมาภิบาล ซึ่งถือเป็น “ทุนความเชื่อมั่น” ของประเทศที่ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน แต่ต้องสร้างจากการทำงาน ความประพฤติ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและตรงไปตรงมา
เปิด 3 หลัก “Zero Corruption” ปิดช่องโกงตั้งแต่ต้นทาง
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การปราบคอร์รัปชันของรัฐบาลต้องมีหลักชัดเจน คือ “ปิดโอกาสโกง เปิดโอกาสตรวจสอบ และปิดทางที่ใครจะใช้อำนาจช่วยให้พ้นผิด” โดยหลักการดังกล่าวต้องใช้กับรัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีด้วย ทั้งการเปิดเผยผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง การถอนตัวจากการตัดสินใจเมื่อมีผลประโยชน์ทับซ้อน และการยอมรับการตรวจสอบตามมาตรฐานเดียวกับทุกคน
สำหรับ “ปิดโอกาสโกง” ต้องเริ่มจากการจัดวางอำนาจ ลดอำนาจที่ไม่จำเป็น แยกหน้าที่ให้เกิดการถ่วงดุล และทำให้การตัดสินใจของภาครัฐมีเหตุผล สามารถตรวจสอบและทักท้วงได้ โดยเฉพาะกระบวนการออกใบอนุญาตและการจัดซื้อจัดจ้าง ต้องสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่การกำหนดกติกา ไม่ใช่เฉพาะขั้นตอนประกาศผู้ชนะ เพื่อป้องกันไม่ให้สิทธิของประชาชนกลายเป็นช่องทางแสวงหาประโยชน์
ส่วน “เปิดโอกาสตรวจสอบ” รัฐบาลต้องสร้างความโปร่งใสและเปิดให้มีการตรวจสอบทั้งภายในหน่วยงานและจากภายนอก พร้อมนำข้อมูลของภาครัฐมาใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงและตรวจสอบการทุจริตให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
โดยต่อยอดระบบจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์และระบบการเงินการคลัง รวมถึงนำเทคโนโลยีและ AI มาช่วยวิเคราะห์สัญญาณความผิดปกติ เพื่อชี้เป้าให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับ “ปิดทางที่ใครจะใช้อำนาจช่วยให้พ้นผิด” เมื่อพบผู้กระทำความผิด ต้องดำเนินการผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการทุจริตเกิดขึ้นระหว่างทาง ขยายผลไปถึงผู้สั่งการและผู้ได้รับประโยชน์ตามพยานหลักฐาน พร้อมติดตามทรัพย์สินตามกฎหมาย เพราะการดำเนินการเฉพาะผู้ลงมือกระทำผิดอาจไม่เพียงพอต่อการทำลายเครือข่ายการทุจริต
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้ง 3 หลักมีเป้าหมายเดียวกัน คือ “Zero Corruption” และทำให้คนสุจริตไม่เสียเปรียบ โดยคนที่ไม่จ่ายสินบนต้องได้รับบริการตามสิทธิ ธุรกิจที่ไม่ซื้อเส้นสายต้องสามารถแข่งขันได้ และข้าราชการที่ปฏิเสธคำสั่งมิชอบต้องได้รับความคุ้มครอง
ยกคดีโกงสอบท้องถิ่น กรณีศึกษาปราบคอร์รัปชัน
ทั้งนี้กรณีการทุจริตสอบเข้ารับราชการท้องถิ่น มาเป็นกรณีศึกษาคดีดังกล่าวถือเป็นการทุจริตในภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ โดยมีผู้เข้าสอบประมาณ 3 แสนคน ขณะที่จะรับเข้าราชการประมาณ 8 หมื่นคน หากประเมินค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรายหัวประมาณ 3 แสนบาท จะคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,400 ล้านบาท
พบแก้คะแนน-เส้นทางเงินเชื่อมโยงเครือข่าย
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า สิ่งที่ตรวจพบจากคดีดังกล่าวมีทั้งการเข้าถึงกระดาษคำตอบ การแก้ไขคะแนน และเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ส่งผลให้ผู้ที่อ่านหนังสือ เตรียมตัว และเข้าสอบโดยสุจริตต้องเสียโอกาสให้กับผู้ที่พยายามใช้เงินเป็นทางลัดในการเข้าสู่ระบบราชการ
ทั้งนี้ การจ่ายเงินเพื่อแลกกับการเข้ารับราชการมีแรงจูงใจสูง เนื่องจากผู้ที่ได้ตำแหน่งราชการจะมีรายได้และสวัสดิการต่อเนื่องในระยะยาว ทั้งเงินเดือน สิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาล ตลอดจนบำเหน็จหรือบำนาญหลังเกษียณ จึงอาจทำให้ผู้ซื้อเห็นว่าการจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวเป็นการลงทุนเพื่อแลกกับความมั่นคงในการทำงานระยะยาว
"ปัญหาคอร์รัปชันมีทั้งผู้เรียกรับและผู้จ่าย แต่การแก้ปัญหาจำเป็นต้องทำให้ผู้จ่าย “ใจแข็ง” และไม่ยอมจ่ายเงิน เพื่อไม่ให้เกิดวงจรการซื้อขายอำนาจหรือตำแหน่ง"
ปปง.ตามทรัพย์คืนแล้ว 320 ล้านบาท
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้ดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องในคดีดังกล่าวอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด พร้อมเดินหน้าติดตามทรัพย์สินคืน โดย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สามารถติดตามทรัพย์คืนได้แล้ว 320 ล้านบาท จากความเสียหายที่รัฐบาลประเมินไว้ประมาณ 2,400 ล้านบาท และยืนยันว่าการดำเนินการยังไม่สิ้นสุด โดยจะมีการติดตามและขยายผลต่อไป
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระดำเนินการตามกระบวนการตรวจสอบและสอบสวน
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ผลักดันการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการต่อต้านคอร์รัปชันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 7 หน่วยงาน ซึ่งมีทั้ง ป.ป.ช. ปปง. ป.ป.ท. ตำรวจ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อสร้างกลไกการทำงานร่วมกันในการตรวจสอบการทุจริต
นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลพร้อมให้ประชาชนติดตามและประเมินผลจากผลงานว่า โอกาสการทุจริตในระบบราชการลดลงหรือไม่ การตรวจสอบดำเนินไปได้ดีขึ้นหรือไม่ และเมื่อพยานหลักฐานไปถึงผู้มีอำนาจ รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ตรงไปตรงมาหรือไม่ พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ความสุจริตเป็นกติกาที่ใช้ได้จริง และให้คนที่ทำถูกต้องมีโอกาสก้าวหน้าในประเทศไทยที่ปลอดการคอร์รัปชันต่อไป





