thansettakij
thansettakij
เปิดเบื้องหลังจัดทัพคลัง 'สลักจิต' คุมสรรพากร โจทย์ใหญ่เก็บรายได้-วินัยการคลัง

เปิดเบื้องหลังจัดทัพคลัง 'สลักจิต' คุมสรรพากร โจทย์ใหญ่เก็บรายได้-วินัยการคลัง

22 ก.ย. 69 | 11:38 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ก.ย. 69 | 11:39 น.

เปิดเบื้องหลังโผโยกย้ายกระทรวงการคลัง ครม.เคาะ 8 ตำแหน่ง “สลักจิต” คุมสรรพากร รับเป้ารายได้ 2.51 ล้านล้านบาท จับตาวางทีมรับวินัยการคลังและปลัดคลังคนต่อไป

KEY

POINTS

  • ครม. มีมติแต่งตั้ง นางสาวสลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ เป็นอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่
  • ได้รับภารกิจสำคัญในการจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2570 ให้ได้ตามเป้าหมาย 2.51 ล้านล้านบาท
  • การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดทัพผู้บริหารเพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านวินัยการคลังของกระทรวงการคลัง

เปิดเบื้องหลังโผโยกย้าย “กระทรวงการคลัง” รอบใหญ่ ครม.เคาะ 8 ตำแหน่งสำคัญ “สลักจิต” นั่งอธิบดีกรมสรรพากร รับโจทย์จัดเก็บรายได้ 2.51 ล้านล้านบาท ขณะที่ “พรชัย-แพตริเซีย-วินิจ” ยังอยู่ที่เดิม จับตาการจัดทัพรับภารกิจวินัยการคลังและวางโครงสร้างผู้บริหารก่อนปลัดคลังเกษียณปี 2570

“สลักจิต” คุมสรรพากร โจทย์ใหญ่รีดรายได้ 2.51 ล้านล้านบาท

โผแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลังถูกจับตามาอย่างต่อเนื่อง และพลิกไปมา ท่ามกลางกระแสการวางตำแหน่งไม่ลงตัวของ 2 ขั้วอำนาจในกระทรวงการคลังและมือที่มองไม่เห็น แต่ในที่สุด 2 นัดสุดท้ายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2569  ก็ได้มีมติอนุมัติแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการคลัง ทดแทนผู้บริหารที่ครบเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569 รวม 4 ตำแหน่งสำคัญ

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การแต่งตั้ง นางสาวสลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กรมสรรพากร ขึ้นเป็นอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ แทน นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ ที่จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายน ขณะที่ นายธีรลักษ์ แสงสนิท รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้ โยกไปเป็นอธิบดีกรมธนารักษ์

การเลือก “สลักจิต” ขึ้นคุมกรมจัดเก็บรายได้อันดับหนึ่งของประเทศ ถือเป็นจุดที่น่าสนใจของการจัดทัพครั้งนี้ เพราะเจ้าตัวเป็นข้าราชการสายกรมสรรพากรและเคยดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสรรพากรมาก่อน ทำให้มีประสบการณ์และความเข้าใจระบบจัดเก็บภาษีภายในกรมโดยตรง และยังเหลืออายุราชการอีก 1 ปีก่อนจะเกษียณในปี 2570

เปิดเกมจัดทัพ “คลัง” วางคนรับโจทย์วินัยการคลัง

โจทย์ของอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่จึงไม่ได้มีเพียงการบริหารงานประจำ แต่ต้องรับภารกิจสำคัญในการรักษารายได้รัฐบาลท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดยกรมสรรพากรได้รับเป้าหมายจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2570 ที่ 2.51 ล้านล้านบาท เพิ่มจากเป้าหมายปีงบประมาณ 2569 ที่ 2.447 ล้านล้านบาท ทำให้การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บโดยไม่เพิ่มภาระกับเศรษฐกิจมากเกินไป เป็นโจทย์สำคัญของกระทรวงการคลัง

สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ให้ความสำคัญกับวินัยการคลังและการบริหารฐานะการเงินของประเทศ ดังนั้น การจัดเก็บรายได้จึงกลายเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของกระทรวง โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลต้องบริหารสมดุลระหว่างการสร้างรายได้ การดูแลเศรษฐกิจ และการควบคุมการขาดดุลงบประมาณ

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เก้าอี้อธิบดีกรมสรรพากร คือ การจัดวางตัวผู้บริหารเพื่อรองรับโครงสร้างกระทรวงในระยะถัดไป เนื่องจากนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน ยังมีอายุราชการถึงปี 2570 การโยกย้ายรอบนี้จึงถูกจับตาในมิติของการวางตัวผู้บริหารที่จะสะสมประสบการณ์สำหรับการขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญในอนาคตด้วย

3 ตัวเต็งยังอยู่ที่เดิม “พรชัย-แพตริเซีย-วินิจ”

ในส่วนของผู้บริหารที่ถูกจับตาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง และนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม การจัดวางดังกล่าวจึงทำให้ภาพรวมการปรับทัพครั้งนี้แตกต่างจากกระแสโผก่อนหน้า 

นายพรชัย ถูกวางตัวขึ้นนั่งเก้าอี้ อธิบดี กรมสรรพากร เพราะเห็นว่า เป็นบุคคลที่มีความเหมาะสม เคยทำผลงานได้ดีในช่วงรับตำแหน่งผอ.สศค. และมานั่งกรมจัดเก็บรายได้ 1 ปีในตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิต และมีอายุราชการเหลืออีก 2 ปี ก่อนเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน พ.ศ. 2571 จึงมองว่า หากผ่านกรมจัดเก็บอีก 1 แห่งคือ สรรพากรอีก 1 ปี ก็มีความเหมาะสมที่จะขึ้นเป็นปลัดกระทรวงการคลังได้อีก 1 ปีก่อนจะเกษียณอายุราชการ

“เอกนิติ” เดินหน้าวินัยการคลัง ดันรายได้รัฐรับเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

แต่ด้วยนโยบายของดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มีเป้าหมายที่จะลดการขาดดุลงบประมาณให้เร็วและมากที่สุด เพื่อเดินหน้าสู่งบประมาณสมดุล ดังนั้นการจัดเก็บรายได้รัฐบาลจึงเป็นหัวใจสำคัญ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง จึงเป็นอุปสรรคในการปรับเพิ่มภาษี

ขณะที่กรมสรรพากรถือว่าเป็นกรมจัดเก็บรายได้อันดับ 1 ของประเทศ การจะจัดเก็บรายได้เพิ่ม จึงต้องอาศัยมือจัดเก็บภาษีที่รู้ระบบภายในดู จึงต้องการให้คนในที่เดินหน้าได้ทันที เพราะหากให้นายพรชัย ซึ่งเป็นคนนอกที่ยังต้องอาศัยการเรียนรู้ทั้งระบบงานและคน ก็ต้องใช้เวลา หรือที่สุดอาจจะทำไม่ได้ตามเป้าหมาย และที่สำคัญไม่ต้องใจฝ่ายการเมืองอีกด้วย  

ขณะที่นายวินิจ ที่เข้ารับตำแหน่งผอ.สศค.ได้เพียง 1 ปี  ยังไม่แหลมคมเท่ากับผอ.สศค.ในอดีต แต่ก็เป็นคนหัวก้าวหน้า มีผลงานที่เข้าตาดร.เอกนิติ แต่ยังมีงานใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบต่อเนื่องคือ การประชุมประจำปี IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ในปีนี้ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม พ.ศ. 2569  ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจใหญ่ของกระทรวงการคลังในปีนี้

ดังนั้น ดร.เอกนิติจึงต้องการคนที่ไว้ใจทำงานใกล้ตัว ขณะที่นายวินิจเองยังเหลือเวลาราชการอีกหลายปีที่จะดันขึ้นเบอร์ 1 ของกรมจัดเก็บได้อีก

สบน.-สคร.เปลี่ยนมือ จับตาบริหารหนี้-รัฐวิสาหกิจ

นอกจากกรมสรรพากรแล้ว การโยกย้ายครั้งนี้ยังสะท้อนการจัดวางผู้บริหารในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และการบริหารหนี้สาธารณะ โดยนายธีรลักษ์ย้ายไปคุมกรมธนารักษ์ ขณะที่นายธิบดี วัฒนกุล จากผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และนายพลจักร นิ่มวัฒนา ขึ้นเป็นผู้อำนวยการ สคร.

พร้อมกันนี้ ครม.ยังแต่งตั้งนายคณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์ เป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง และนางสาวจิตรา ณีศะนันท์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี กรมสรรพากร เป็นรองปลัดกระทรวง รวมถึงแต่งตั้งนางสาวสภัทร์พร ธรรมาภรณ์พิลาศ และนางธาราพร สิงหพันธุ์ มหิทธาฟองกุล เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง

ท้ายที่สุด การจัดทัพครั้งนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงการทดแทนตำแหน่งผู้บริหารที่เกษียณอายุราชการ แต่ยังเป็นการวางตัวบุคลากรในหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ การจัดเก็บรายได้ วินัยการคลัง หนี้สาธารณะ ทรัพย์สินรัฐ และนโยบายเศรษฐกิจ

ขณะที่โจทย์ระยะต่อไปของกระทรวงการคลังคือการทำให้รายได้ภาครัฐเติบโตสอดคล้องกับภาระรายจ่าย และเดินหน้าวินัยการคลังภายใต้เศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทาย

ดังนั้น เก้าอี้ที่ถูกจับตามากที่สุดอย่างกรมสรรพากรจึงไม่ได้เป็นเพียงตำแหน่ง “อธิบดีคนใหม่” แต่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะชี้ทิศทาง รายได้รัฐบาลและวินัยการคลัง ในช่วงเปลี่ยนผ่านของกระทรวงการคลังจากปีงบประมาณ 2569 สู่ 2570