
ดัชนีค่าครองชีพไทยพุ่งสูงสุดรอบ 3 ปี ชี้คนกรุง-ใต้แบกหนักสุด
ม.รังสิตเปิดดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทยครั้งแรก ชี้ Q2/69 พุ่งสูงสุดรอบ 3 ปี กทม.-ปริมณฑลและภาคใต้แบกหนักสุด พบ SMEs เกษตรกร และพนักงานประจำได้รับผลกระทบมาก แนะรัฐช่วยเหลือเจาะจงพื้นที่และอาชีพ
KEY
POINTS
- ดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทยในไตรมาส 2/2569 พุ่งขึ้น 14.5% แตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ก่อนจะปรับลดลงเล็กน้อยในไตรมาส 3 จากมาตรการช่วยเหลือของรัฐ
- คนกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีภาระค่าครองชีพสูงที่สุดในประเทศ รองลงมาคือภาคใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่แบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหนักที่สุด
- สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและขนส่งกลายเป็นสัดส่วนรายจ่ายอันดับหนึ่งของครัวเรือน แซงหน้าค่าอาหารและที่อยู่อาศัย
22 กันยายน 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ม.รังสิต ได้ทำบทวิเคราะห์ เศรษฐกิจและนโยบายการค้าระหว่างประเทศ เรื่องดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทย (CLI) ประจำไตรมาสที่ 3/2569และคาดการณ์ไตรมาส 4/2569 “ผลกระทบราคาน้ำมันต่อค่าครองชีพคนไทย” โดยจากผลการคำนวณดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทย ประจำไตรมาสที่ 3/2569 และคาดการณ์ไตรมาสที่ 4/2569 (โดยใช้ปี 2566 เป็นปีฐาน) พบว่า ดัชนีค่าครองชีพครัวเรือน ทั้งประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นมา
ทั้งนี้ ในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 114.4 เพิ่มขึ้น 14.5% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสที่ 1 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ก่อนจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 110.9 ในไตรมาสที่ 3 ลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการอุดหนุนของรัฐบาลผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ช่วงวันที่ 1 มิ.ย. - 30 ก.ย. 2569
อย่างไรก็ตาม ได้มีการคาดการณ์ว่าในไตรมาสที่ 4/2569 ดัชนีค่าครองครองชีพฯ จะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 111.8 เพิ่มขึ้น 0.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาผลกระทบจากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 26.6% ในไตรมาสที่ 2 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 พบว่า ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 7 เท่าในไตรมาสที่ 2 และยังคงสูงกว่าไตรมาสแรกถึง 6.1 เท่า และ 6.5 เท่า ในไตรมาสที่ 3 และ 4 ตามลำดับ
คนกรุง-ภาคใต้ แบกภาระสูงสุด
ดร.อัทธ์ กล่าวต่อว่า เมื่อแยกพิจารณาเป็นรายภูมิภาค พบว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีภาระค่าครองชีพและดัชนีค่าครองชีพ สูงที่สุดในประเทศ รองลงมาคือ ภาคใต้ โดยในไตรมาสที่ 2 โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑล มี ดัชนีค่าครองชีพฯ อยู่ที่ 115.2 มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงถึง 10,170.3 บาท/ครัวเรือน/ไตรมาส หรือเฉลี่ย 3,390.1 บาท/เดือน
ขณะที่ ภาคใต้ ดัชนีค่าครองชีพฯ อยู่ที่ 114.8 มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 8,960.9 บาท/ครัวเรือน/ไตรมาส หรือเฉลี่ย 2,987.0 บาท/เดือนบาท/ครัวเรือน/ไตรมาส 2,872.4 บาท/เดือน ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 7,083.7 บาท/ครัวเรือน/ไตรมาส 2,361.2 บาท/เดือน
ด้านภาคเหนือ มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 7,043.5 บาท/ครัวเรือน/ไตรมาส 2,347.8 บาท/เดือน เมื่อเฉลี่ยทั้งประเทศพบว่าภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 8,362.4 บาท/ครัวเรือน/ไตรมาส หรือเฉลี่ย 2,787.5 บาท/เดือน
นอกจากนี้ ผลจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้เปลี่ยนโครงสร้างค่าใช้จ่ายของคนไทยอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ค่าใช้จ่ายหลักอยู่ที่หมวดอาหารและที่อยู่อาศัย กลายเป็นว่า สัดส่วนค่าใช้จ่ายอันดับ 1 ในไตรมาสที่ 2/2569 คือ ค่าเดินทางและการขนส่ง สูงถึง 49.3% คิดเป็นภาระที่เพิ่มขึ้น 1,373 บาท/เดือน ตามด้วย หมวดอาหารและเครื่องดื่ม 23.7% 660 บาท/เดือน และ หมวดที่อยู่อาศัย 16.8% 468 บาท/เดือน
SMEs – พนักงานประจำ กลุ่มอาชีพกระอักสุด
นอกจากนี้ รายงานระบุว่า กลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล พนักงานประจำ มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 19,696.6 บาท/ไตรมาส 6,565.5 บาท/เดือน ตามด้วยผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มขึ้น 13,769.0 บาท/ไตรมาส 4,589.7 บาท/เดือน
ขณะที่ ภูมิภาคอื่น ๆ (ต่างจังหวัด) กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs และเกษตรกร เป็นกลุ่มที่แบกรับภาระสูงสุด อาทิ SMEs ในภาคใต้มีภาระเพิ่มขึ้น 11,915.4 บาท/ไตรมาส และ SMEs ภาคกลางเพิ่มขึ้น 11,812.0 บาท/ไตรมาส
ด้านเกษตรกรในภาคเหนือและอีสานมีภาระเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 6,700 - 6,900 บาท/ไตรมาส
แนะรัฐ 7 ข้อเสนอ
ดร.อัทธ์ กล่าวต่อว่าอยากเสนอแนะมาตรการเชิงนโยบายต่อรัฐบาล 7 ข้อสำคัญเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ได้แก่
1.ใช้ดัชนีค่าครองชีพ เป็นเครื่องมือกำหนดนโยบาย รัฐบาลควรติดตามดัชนีค่าครองชีพรายไตรมาส แยกตามภูมิภาค อาชีพ และระดับรายได้ เพื่อกำหนดค่าจ้าง สวัสดิการ และมาตรการช่วยเหลือให้ตรงกับภาระที่ครัวเรือนเผชิญจริง
2.ช่วยเหลือแตกต่างกันตามภมูิภาค กทม.และปริมณฑลควรเน้นค่าเดินทางและค่าโดยสาร ส่วนภาคใต้ควรลดต้นทุนขนส่งสินค้าและพลังงาน ขณะที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือควรช่วยเกษตรกรด้านน้ำมัน เครื่องจักร ปัจจัยการผลิต และการขนส่งผลผลิต
3.ลดต้นทุนอาหารตั้งแต่ต้นทาง ควรลดต้นทุนปุ๋ย อาหารสัตว์ พลังงาน และโลจิสติกส์ พร้อม เชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้บริโภคโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งถูกส่งผ่านไปยังราคาอาหารมากเกินไป
4.ช่วย SMEs ลดต้นทุนแทนการควบคุมราคา จัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำลดค่าไฟฟ้าและต้นทุนขนส่งชั่วคราว รวมถึงสนับสนุนการประหยัดพลังงาน เพื่อให้ SMEs ไม่ต้องผลักภาระทั้งหมดไปยังราคาสินค้า และบริการ
5.ลดภาระค่าที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค ช่วยค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้มแบบก าหนดเพดานการใช้ให้ประโยชน์แก่ครัวเรือนรายได้น้อยและปานกลาง โดยไม่อุดหนุนครัวเรือนที่ใช้พลังงานสูงเกินความจำเป็น
6.ใช้มาตรการเงินช่วยเหลือแบบเจาะจง เงินช่วยเหลือควรพิจารณาทั้งรายได้ อาชีพ ภูมิภาค และสัดส่วนค่าใช้จ่ายจำเป็น ไม่ควรแจกเท่ากันทั่วประเทศ เพราะภาระค่าครองชีพของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน
7.ตรวจสอบการส่งผ่านต้นทุน ติดตามว่าสินค้ารายการใดปรับราคาสูงกว่าต้นทุนจริง ตรวจสอบค่าการตลาดและค่าขนส่ง โดยเฉพาะอาหาร น้ำมัน และสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ไม่ควรใช้การควบคุมราคาจนทำให้สินค้าขาดตลาด






