thansettakij
thansettakij
แนะรัฐปรับสูตร ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ แทนต่ออายุแบบเดิม ช่วย ปชช.ตรงจุด-สร้างผลระยะยาว

แนะรัฐปรับสูตร ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ แทนต่ออายุแบบเดิม ช่วย ปชช.ตรงจุด-สร้างผลระยะยาว

17 ก.ย. 69 | 09:50 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ก.ย. 69 | 09:55 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอรัฐบาลปรับเงื่อนไข “ไทยช่วยไทยพลัส” แบ่งตามความเปราะบาง - ความสามารถร่วมจ่าย แทนต่ออายุโครงการแบบเดิม

KEY

POINTS

  • เสนอให้ปรับปรุงเงื่อนไขโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ แทนการต่ออายุแบบเดิม โดยแบ่งการช่วยเหลือตามความเปราะบางและความสามารถในการร่วมจ่ายของประชาชน
  • แนะให้ดำเนิน 4 มาตรการระยะยาวควบคู่กันไปเพื่อช่วยเหลือให้ตรงจุดและครอบคลุมมากขึ้น ได้แก่ การปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน, การลดต้นทุนค่าครองชีพ, การส่งเสริมการออมและการลงทุน และการพัฒนาทักษะแรงงาน
  • ชี้ว่าการใช้งบประมาณซึ่งมาจากเงินกู้ควรเน้นมาตรการที่ตรงจุดและสร้างประโยชน์ที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้คุ้มค่ากับภาระทางการคลัง แทนการใช้มาตรการแบบเหวี่ยงแห

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอรัฐบาลปรับเงื่อนไข “ไทยช่วยไทยพลัส” แบ่งตามความเปราะบาง - ความสามารถร่วมจ่าย แทนต่ออายุโครงการแบบเดิม รวมถึงเดินหน้า 4 มาตรการ ควบคู่ “ปรับโครงสร้างหนี้ป้องกันลูกหนี้ Stage 2กลายเป็น NPL – ลดต้นทุนค่าครองชีพ – ส่งเสริมการออมและลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยง– Reskill/Upskill” เพื่อช่วยเหลือให้ตรงจุด ครอบคลุมมากขึ้น เกิดผลระยะยาว ท่ามกลางเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันกำลังซื้อ ค่าครองชีพ และคุณภาพสินเชื่อ

ศ. ดร.วิชัย วิทยาเกียรติเลิศ สาขาคณิตศาสตร์และสถิติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถ้ารัฐบาลจะต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกไปอีก 1 - 2 เดือน รวมถึงหากจะมีการพิจารณานำวงเงินกู้ส่วนที่วางไว้สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาใช้กับโครงการฯ ระยะต่อไป ควรพิจารณาปรับปรุงเงื่อนไขของโครงการฯแทนการต่ออายุในรูปแบบเดิม โดยแบ่งการช่วยเหลือตามความเปราะบางและความสามารถในการร่วมจ่าย เช่น กลุ่มเปราะบางที่สุดที่ไม่มีเงินเพียงพอร่วมจ่าย 40% อาจพิจารณาเพิ่มสัดส่วนรัฐช่วยเหลือได้ถึง 100% ขณะที่กลุ่มที่ยังมีกำลังร่วมจ่ายควรกำหนดสัดส่วนให้เหมาะสมกับรายได้และภาระค่าครองชีพ

“การจะต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสในครั้งนี้ ไม่ควรทำมาตรการแบบหว่าน เพราะแหล่งเงินที่นำมาใช้เป็นเงินกู้ภายใต้กรอบกฎหมาย ไม่ใช่รายได้ปกติของรัฐ ฉะนั้น การนำมาใช้ควรก่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ตรวจสอบได้ คุ้มกับต้นทุนทางการคลังและภาระหนี้ที่เกิดขึ้น” รศ. ดร.วิชัย กล่าว

 

เดินหน้าอีก 4 มาตรการ ช่วยเหลือตรงจุด -ครอบคลุมมากขึ้น

นอกจากนี้ ควรเดินหน้าอีก 4 มาตรการควบคู่ไปด้วย เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุด และครอบคลุมมากขึ้น ตลอดจนเกิดผลระยะยาวได้แก่ 1. ควรเร่งปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันให้ลูกหนี้เปราะบาง โดยเฉพาะลูกหนี้ Stage 2 ซึ่งมีความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาสภาพคล่องลุกลามเป็นการผิดนัดชำระ โดยต้องออกแบบมาตรการให้ช่วยลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพชำระหนี้และไม่สร้างแรงจูงใจให้ก่อหนี้เพิ่ม 2. ลดต้นทุนค่าครองชีพที่กดดันกำลังซื้อ เช่น ค่าเดินทางและพลังงาน โดยเน้นมาตรการที่ลดต้นทุน และไม่เพิ่มแรงกดดันด้านราคาโดยไม่จำเป็น

3. สำหรับประชาชนที่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอและไม่มีภาระหนี้ดอกเบี้ยสูง ควรส่งเสริมการออมและการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและสภาพคล่องของแต่ละคน ผ่านการออกแบบช่องทางให้เงินออมเชื่อมไปสู่การลงทุนที่สร้างผลิตภาพ การจ้างงาน และมูลค่าเพิ่มในประเทศ พร้อมมาตรการคุ้มครองผู้ลงทุนและความรู้ทางการเงิน และ 4. ควรยกระดับทักษะเดิมและพัฒนาทักษะใหม่ของแรงงาน (Reskill/Upskill) ที่เชื่อมกับตำแหน่งงานและทักษะที่ตลาดต้องการจริง เพื่อเพิ่มโอกาสมีงานทำ มีรายได้ และความมั่นคงในการทำงาน

สินเชื่อ SMEs -สินเชื่ออุปโภคบริโภคมีการหดตัวตามความเสี่ยงด้านเครดิต

“เงินฝากยังเป็นแหล่งทุนสำคัญของระบบธนาคาร แต่ในเชิงสินเชื่อ SMEs (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) และสินเชื่ออุปโภคบริโภคมีการหดตัวตามความเสี่ยงด้านเครดิต การส่งผ่านเงินออมไปสู่กิจกรรมเศรษฐกิจเลยอาจได้ไม่เต็มที่ สำหรับประชาชนที่มีฐานะการเงินพร้อม การมีทางเลือกลงทุนที่หลากหลาย เช่น กองทุนรวม ตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้ที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง อาจช่วยเชื่อมเงินออมไปสู่ภาคธุรกิจและการลงทุนได้มากขึ้น แต่ต้องไม่ดึงเงินสำรองฉุกเฉินหรือเงินที่ควรใช้ชำระหนี้ไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ เข้าถึงได้ เป็นธรรม และต่อเนื่อง” รศ. ดร.วิชัย กล่าว

ทั้งนี้ เหตุผลที่รัฐบาลควรออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับปัญหาแต่ละด้าน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจที่ยังโตไม่แรงและไม่ทั่วถึง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 2.53% เมื่อเทียบกับปีก่อน รวมถึงสินเชื่อของ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังหดตัวตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่อยู่ในระดับสูง ด้านคุณภาพสินเชื่อ ไตรมาส 2/2569 NPL Stage 3 อยู่ที่ 2.82% ของสินเชื่อรวม ขณะที่ Stage 2 อยู่ที่ 6.78% โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ส่วนหนึ่งของการลดลงของ Stage 2 มาจากลูกหนี้เปราะบางบางส่วนไหลไปเป็น NPL จึงควรให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือก่อนลูกหนี้หลุดเข้าสู่ Stage 3

รศ. ดร.วิชัย กล่าวต่อไปว่า อีกทั้งจากการวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจ 11 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2558 – 2568 รวม 44 ไตรมาส ทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังมีมาตรการสนับสนุนเงินช่วยเหลือในการจับจ่ายสินค้าและบริการจำเป็นโดยที่ประชาชนร่วมจ่ายนั้น ยังไม่พบความสัมพันธ์เชิงสถิติที่ชัดเจนว่าขนาดเงินอุดหนุนที่สูงขึ้นจะสัมพันธ์กับการเติบโตของการบริโภคภาคเอกชน (PFCE) ที่สูงขึ้น กระนั้น ผลดังกล่าวก็ไม่ควรถูกตีความว่ามาตรการลักษณะนี้ไม่มีผลต่อ GDP หรือเศรษฐกิจโดยรวม เพราะนโยบายมักถูกนำมาใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ภายใต้แรงกดดัน

“อย่างรอบล่าสุดที่มีการเปิดเผยมาว่าไทยช่วยไทยพลัส มียอดใช้จ่ายถึง 1.38 แสนล้านบาทซึ่งรวมทั้งในส่วนของรัฐสนับสนุนและประชาชนร่วมจ่ายเอง แต่ยอดธุรกรรมทั้งหมดไม่ควรถูกนับเป็นกำลังซื้อใหม่โดยอัตโนมัติ ต้องแยกส่วนที่ประชาชนจะใช้จ่ายอยู่แล้วจากการใช้จ่ายที่เกิดเพิ่มจากมาตรการ หากเงินรัฐเพียงเข้าไปแทนเงินของประชาชนในรายการซื้อเดิม ผลกระตุ้นใหม่จะต่ำกว่ายอดธุรกรรมที่เห็น แต่หากมาตรการทำให้เกิดการซื้อเพิ่มจริง ส่วนดังกล่าวจึงเป็นกำลังซื้อใหม่” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม โครงการลักษณะนี้ยังมีประโยชน์ในเรื่องการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มสภาพคล่องในระดับครัวเรือน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งอาจช่วยให้ประชาชนยังคงจับจ่ายสินค้าและบริการจำเป็นได้ รวมถึงเงินที่ประหยัดได้ไปชำระหนี้ เก็บเป็นเงินออม หรือลดการกู้ยืมและการใช้บัตรเครดิต รวมถึงยังช่วยพยุงยอดขายและสภาพคล่องของธุรกิจรายย่อย และหากเชื่อมมาตรการค่าครองชีพกับการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันสำหรับลูกหนี้ Stage 2 และกลุ่มที่เริ่มค้างชำระ ก็จะสามารถติดตามผลได้ชัดขึ้นว่ามาตรการช่วยลดการไหลจาก Stage 2 ไปเป็น NPL ได้มากน้อยเพียงใด

“แต่มาตรการลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างอิสระในภาวะปกติ รัฐมักนำมาใช้เมื่อเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดัน จึงมีปัญหาการที่ภาวะเศรษฐกิจมีผลต่อทั้งการออกนโยบายและผลลัพธ์ที่กำลังวัด ดังนั้นไม่ควรใช้ความสัมพันธ์จาก regression เพียงอย่างเดียวเพื่อสรุปเชิงเหตุและผลว่ามาตรการมีหรือไม่มีผล” รศ. ดร.วิชัย ระบุ 

รศ. ดร.วิชัย กล่าวด้วยว่า ประเด็นสำคัญสำหรับการตัดสินใจ คือ ไม่ควรดู GDP หรือยอดใช้จ่ายของโครงการเพียงตัวเดียว แต่ควรใช้ตัวชี้วัดอย่างน้อย 3 ด้านร่วมกัน ได้แก่ 1. ภาวะรายได้และกำลังซื้ออ่อนแรง (Demand/Income Stress) 2.แรงกดดันด้านราคาและข้อจำกัดด้านอุปทาน (Price/Supply Pressure) และ 3. ภาวะตึงตัวทางการเงินและสินเชื่อ (Financial/Credit Stress) เพื่อเลือกว่าควรใช้มาตรการร่วมจ่าย การลดต้นทุน การช่วยหนี้ หรือมาตรการเฉพาะพื้นที่และอาชีพที่ได้รับผลกระทบรุนแรง

ดังนั้น หากมีการดำเนินมาตรการระยะต่อไป ควรกำหนดตัวชี้วัดผลที่วัดได้ล่วงหน้า เช่น สัดส่วนลูกหนี้ Stage 2 ที่ไหลเป็น NPL อัตราค้างชำระ ยอดขายและอัตราอยู่รอดของร้านค้ารายย่อย การใช้จ่ายใหม่ที่เกิดขึ้นจริงหลังหักส่วนที่เดิมจะใช้จ่ายอยู่แล้ว ภาระค่าครองชีพของครัวเรือน และแรงกดดันเงินเฟ้อ พร้อมกำหนดรอบทบทวนและเงื่อนไขยุติมาตรการ เพื่อให้การช่วยเหลือชั่วคราวไม่กลายเป็นภาระการคลังถาวร