
Summit Power หนุน BIMSTEC-ASEAN ผสานเครือข่ายพลังงาน เสริมเสถียรภาพราคาก๊าซ
ซีอีโอ Summit Power International ชี้ BIMSTEC และ ASEAN มีบทบาทสำคัญเชื่อมโยงทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน พร้อมประสานความร่วมมือด้านการจัดหาก๊าซธรรมชาติ เพื่อสร้างความยั่งยืนและเสถียรภาพด้านราคา
KEY
POINTS
- Summit Power เสนอให้เชื่อมโยงเครือข่ายพลังงานระหว่างกลุ่มประเทศ BIMSTEC และ ASEAN เพื่อใช้ประโยชน์จากภูมิศาสตร์และทรัพยากรร่วมกัน สร้างความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาค
- ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยสร้างความหลากหลายด้านแหล่งพลังงาน โดยเนปาลและภูฏานมีศักยภาพด้านไฟฟ้าพลังน้ำ ขณะที่อ่าวเบงกอลสามารถเป็นศูนย์กลางนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)
- เสนอให้ใช้สัญญาระยะยาวที่อิงกับต้นทุนในการซื้อขาย LNG แทนการอิงราคาตลาดจร เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและลดความผันผวนที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ซื้อและผู้ขาย
อาเยชา อาซิซ ข่าน กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Summit Power International จากบังกลาเทศ กล่าวในเวที “Power for All: Delivering Universal Energy Access in an Electrifying World” ภายในงาน Gastech 2026 เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมาถึงแนวทางเชื่อมโยงเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า พลังงานจำเป็นต้องมีราคาที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ มีความยั่งยืน และมีอยู่อย่างทั่วถึงสำหรับทุกคน
ในโลกปัจจุบัน หากไม่มีพลังงานและไฟฟ้า ประชาชนก็ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสต่าง ๆ ได้ ดังนั้น พลังงานจึงไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการมีชีวิตที่ดี
โครงสร้างพื้นฐานต้องเชื่อมโยงทรัพยากรและภูมิศาสตร์
อาเยชากล่าวว่า ในฐานะบริษัทจากบังกลาเทศ Summit Power International ตระหนักว่าโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประชาชน และโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวก็ต้องมีราคาที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้
ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพมีความเชื่อมโยงอย่างมากกับทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิศาสตร์ และลักษณะการวางตัวของพื้นที่ โดยเมื่อมองจากบังกลาเทศไปยังอินเดีย ภูฏาน ประเทศสมาชิก BIMSTEC และประเทศสมาชิกอาเซียน จะเห็นว่าพื้นที่ทางภูมิศาสตร์เหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด
อาเยชากล่าวว่า ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ไม่ได้เป็นประเทศขนาดใหญ่ ยกเว้นอินเดียด้านหนึ่งและจีนอีกด้านหนึ่ง ดังนั้น สำหรับประเทศอื่น ๆ การแบ่งปันทรัพยากรและการทำงานร่วมกันจึงมีความสำคัญอย่างมาก
ชี้ต้องใช้ภูมิศาสตร์ธรรมชาติสร้างประโยชน์ร่วมกัน
อาเยชากล่าวต่อว่า โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและภูมิศาสตร์ธรรมชาติมีความพึ่งพาซึ่งกันและกัน โดยจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในเนปาลเมื่อประมาณสองสัปดาห์ก่อน หากประเทศต่าง ๆ ไม่ทำงานร่วมกัน ภัยพิบัติในลักษณะนี้ก็จะยังคงเกิดขึ้นต่อไป
เราจำเป็นต้องทำงานร่วมกันและใช้ประโยชน์จากภูมิศาสตร์ธรรมชาติที่โลกมอบให้เรา เพื่อประโยชน์ที่มากขึ้นสำหรับทุกคน
เธออธิบายต่อว่า สำหรับบังกลาเทศ ตั้งอยู่ในจุดที่อ่าวเบงกอลเป็นเส้นทางที่ใกล้ที่สุดในการเข้าถึงพื้นที่ตอนเหนือของอินเดียและจีน ขณะที่ภูฏานและเนปาลเป็นแหล่งทรัพยากรและมีศักยภาพอย่างมากในการจัดหาพลังงานน้ำที่มีราคาสามารถเข้าถึงได้ให้แก่ภูมิภาค
ขณะที่บังกลาเทศ อินเดีย และไทย สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านอุปสงค์ และช่วยสร้างความหลากหลายด้านแหล่งพลังงาน ด้วยการเป็นจุดเชื่อมต่อที่สามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติเข้ามาได้
อ่าวเบงกอลเหมาะรองรับ LNG และ FSRU
อาเยชากล่าวว่า อ่าวเบงกอลเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมอย่างมากสำหรับการแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลวกลับเป็นก๊าซ การจัดเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวแบบลอยน้ำ และเรือสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลวแบบลอยน้ำ หรือ FSRU ซึ่งย่อมาจาก Floating Storage and Regasification Unit
โดย Summit Power International ดำเนินงาน FSRU อยู่หนึ่งแห่ง และตระหนักดีว่าการดำเนินงานในอ่าวเบงกอลต้องใช้ความพยายามมาก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเผชิญกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศมากมาย
ดังนั้น ภูมิภาคต่าง ๆ จำเป็นต้องทำงานร่วมกันเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านภูมิศาสตร์และสภาพภูมิอากาศ รวมถึงความท้าทายในการจัดหาไฟฟ้าและพลังงานที่ประชาชนในภูมิภาคสามารถเข้าถึงได้
BIMSTEC-ASEAN เชื่อมเอเชียใต้-ตะวันออกเฉียงใต้
อาเยชาระบุว่า สององค์กรที่มีความพร้อมมากที่สุดสำหรับการดำเนินการดังกล่าวคือ BIMSTEC และอาเซียน โดยประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพ เป็นสมาชิกของทั้งสององค์กร
เธอกล่าวว่า ประเทศไทยสามารถมีบทบาทสำคัญในการนำทั้งสองภูมิภาค ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือ และอีกภูมิภาคหนึ่งทางด้านใต้และตะวันตก มาทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างทางออกสำหรับประชาชนทั้งหมดในภูมิภาคนี้ ซึ่งมีประชากรรวมกันประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรโลก
ชี้สัญญาระยะยาวช่วยสร้างเสถียรภาพราคาก๊าซ
ในประเด็นการกำหนดราคาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG อาเยชากล่าวว่า คำว่า “กำกับดูแล” เป็นคำที่ไม่มีใครชอบ รวมถึงตัวเธอเอง โดยสิ่งที่ต้องการคือราคาพลังงานที่ยั่งยืนและมีเสถียรภาพ
เธอกล่าวว่า สัญญาระยะยาวที่กำหนดราคาโดยอิงกับต้นทุนเป็นสิ่งที่ช่วยทั้งผู้ซื้อและผู้จัดหา เพราะการทำให้ก๊าซธรรมชาติอยู่ในรูปของเหลวใช้เวลา 4-6 ปี และสำหรับการลงทุนในลักษณะดังกล่าว การมีความมั่นใจว่ารายได้จะมีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง จะช่วยทั้งผู้จัดหาและผู้ซื้อ โดยเฉพาะผู้ซื้อในประเทศอย่างบังกลาเทศ รวมถึงประเทศในแอฟริกาจำนวนมากที่ไม่ได้มีทรัพยากรธรรมชาติมากนัก
อาเยชากล่าวว่า ปัจจุบันวิธีการกำหนดราคาพลังงาน โดยเฉพาะการจัดหาก๊าซธรรมชาติระหว่างประเทศ คือก๊าซจะถูกส่งไปยังผู้เสนอราคาสูงสุด ซึ่งผลักดันตลาดไปสู่ความไม่แน่นอน ความผันผวนอย่างมาก และการเก็งกำไรจำนวนมาก
แม้ราคาที่สูงอาจดูเหมือนเป็นประโยชน์ต่อผู้จัดหา แต่ในระยะยาวไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืน จึงจำเป็นต้องมีกลไกที่จะนำความยั่งยืนและเสถียรภาพเข้ามาสู่การกำหนดราคาก๊าซธรรมชาติ
เสนอประสานจัดหาก๊าซ สร้างความเข้าใจอุปสงค์-อุปทานโลก
อาเยชากล่าวว่า การมีรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งของการประสานงานด้านการจัดหาก๊าซธรรมชาติมีความสำคัญอย่างมาก เพื่อไม่ให้สิ่งที่เกิดขึ้นในช่องแคบฮอร์มุซและผลกระทบต่อการจัดหาก๊าซธรรมชาติทั่วโลก รวมถึงแรงกระแทกที่โลกได้รับ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
น้ำมันมีโอเปก เราไม่จำเป็นต้องมีโอเปกสำหรับก๊าซธรรมชาติ แต่เราจำเป็นต้องมีความเข้าใจร่วมกันในระดับหนึ่งเกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทานของโลก
นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องมีความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก สำหรับการจัดหา การใช้ และการกระจายก๊าซธรรมชาติ
อาเยชากล่าวว่า องค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA สหภาพก๊าซระหว่างประเทศ หรือ IGU และ GCF สามารถทำงานร่วมกันเพื่อจัดตั้งกลไกบางอย่างสำหรับเรื่องนี้ได้
ไม่เน้นกำกับดูแล แต่ต้องประสานและติดตามสถานการณ์โลก
อาเยชากล่าวว่า การกำกับดูแล โดยเฉพาะการกำกับดูแลที่มากเกินไป ไม่ได้สนับสนุนการเข้าถึงไฟฟ้าและพลังงานในระยะยาวที่เปิดกว้างและประชาชนสามารถเข้าถึงได้ ในโลกที่กำลังมุ่งสู่การใช้ไฟฟ้า
ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นไม่ใช่การกำกับดูแล แต่เป็นการประสานงาน การกำกับติดตาม และความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นทั่วโลก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในไนจีเรียส่งผลกระทบต่อประชาชนในบังกลาเทศ และสิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อประชาชนในออสเตรเลีย
เธอกล่าวว่า ประเทศขนาดใหญ่อาจสามารถรับมือกับแรงกระแทกเหล่านี้ได้ในบางครั้ง แต่โลกส่วนใหญ่ประกอบด้วยประเทศขนาดเล็ก และประเทศส่วนใหญ่ของโลกร่วมกันจำเป็นต้องทำงานเพื่อให้มั่นใจว่าแรงกระแทกเหล่านี้จะสามารถถูกดูดซับได้ดีขึ้น
ความร่วมมือพลังงานเชื่อมโยงกับระเบียบโลก
อาเยชากล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมที่ยิ่งใหญ่กว่า หรือเพื่อมนุษยชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการสร้างระเบียบโลกที่สมเหตุสมผลด้วย
หากมีบางส่วนของโลกที่กำลังประสบความยากลำบากอย่างมาก ปัญหาก็จะเกิดขึ้นทั่วโลก และผลกระทบเหล่านี้จะเกิดขึ้นและปะทุขึ้นในพื้นที่ที่อาจรู้สึกว่าตัวเองได้รับการปกป้องจากปัญหาเหล่านี้
โดยเธอได้กล่าวถึง การประชุม BRICS ที่เพิ่งจัดขึ้นในอินเดียสะท้อนความเข้าใจของจีนและอินเดียว่า ทั้งสองประเทศไม่สามารถเติบโตและพัฒนาประเทศของตัวเองเพียงลำพัง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังล้าหลังอย่างมากได้
หวังว่าความเข้าใจเรื่องการทำงานร่วมกันนี้จะถูกนำมาใช้กับการเข้าถึงพลังงานด้วย และนำไปสู่แนวทางในการทำความเข้าใจความต้องการและอุปทานพลังงานของโลกที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น
เครดิตภาพ : Gastech Exhibition & Conference






