thansettakij
thansettakij
ไทยเปิดพื้นที่ลงทุนปิโตรเลียม 6 หมื่น ตร.กม. เพิ่ม LNG 27 ล้านตัน รับ Energy Transition

ไทยเปิดพื้นที่ลงทุนปิโตรเลียม 6 หมื่น ตร.กม. เพิ่ม LNG 27 ล้านตัน รับ Energy Transition

14 ก.ย. 69 | 06:06 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ก.ย. 69 | 06:06 น.

‘เอกนัฎ’ ปักหมุดฮับพลังงานอาเซียน ดัน LNG 27 ล้านตัน เปิดแปลงปิโตรเลียม 6 หมื่น ตร.กม. เสริมความมั่นคงดึงนักลงทุนต่างชาติ รับ Energy Transition

KEY

POINTS

  • เปิดให้เอกชนลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 26 ในพื้นที่ทะเลกว่า 60,200 ตารางกิโลเมตร
  • เร่งขยายขีดความสามารถในการรองรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จาก 19 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเป็น 27 ล้านตันต่อปี
  • เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) โดยก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักที่สำคัญ

นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงาน Gastech 2026 ซึ่งกระทรวงพลังงานร่วมเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ว่า การนำหนึ่งในเวทีพลังงานที่มีอิทธิพลมากที่สุดของโลกกลับมาจัดที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008  ท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานและความมั่นคงทางพลังงานที่เป็นวาระสำคัญร่วมกันของทุกประเทศทั่วโลก 

ประเทศไทยมีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงพลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง ฐานการผลิตอุตสาหกรรมขั้นสูง บริษัทพลังงานชั้นนำ และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ โดยยืนยันว่า ก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานซึ่งสอดคล้องกับรายงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่ระบุว่าความต้องการก๊าซธรรมชาติทั่วโลกยังคงสูงถึงประมาณ 4,800 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีและจะยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่องในทศวรรษข้างหน้า 

ทั้งนี้ เพื่อรองรับแนวโน้มดังกล่าว ประเทศไทยได้เปิดโอกาสการลงทุนแก่พันธมิตรนานาชาติ ผ่านการเปิดแปลงสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 26 บนพื้นที่ศักยภาพสูงในทะเลมากกว่า 60,200 ตารางกิโลเมตร 

รวมถึงเร่งขยายขีดความสามารถการรองรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากเดิม 19 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเป็น 27 ล้านตัน และส่งเสริมความร่วมมือตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่นวัตกรรมจัดหา การจัดซื้อร่วม ไปจนถึงการร่วมลงทุน 

สำหรับเป้าหมายความยั่งยืนและการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)  ต้องอาศัยทั้งพลังงานหมุนเวียน พลังงานไฟฟ้า ไฮโดรเจน แอมโมเนีย และนวัตกรรมคาร์บอนต่ำ  โดยประเทศไทยได้กำหนดให้ เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)เป็นเส้นทางสำคัญสู่เป้าหมายในปี 2050 ซึ่งมีโครงการนำร่องที่บรรลุการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) แล้ว  ทำให้ไทยก้าวสู่การเป็นผู้พัฒนา CCS รายแรกๆ ในภูมิภาค พร้อมเดินหน้าพัฒนา Eastern Hub เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐาน CCS ส่วนรวมรองรับภาคอุตสาหกรรมในอนาคต 

"การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นการเดินทางที่ต้องอาศัยเทคโนโลยี นวัตกรรม การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส"