
สสว. ดัน SMEs ชิงตลาดรัฐกว่าแสนล้าน เพิ่มสิทธิ THAI SME-GP สร้างแต้มต่อสูงสุด 20%
สสว.ปลดล็อก SMEs ลุยงานตลาดจัดซื้อจัดจ้างรัฐมูลค่ากว่าแสนล้านบาท ขยายวงเงินสัญญาสะสม 500 ล้าน ให้แต้มต่อราคาสูงสุด 20% เริ่ม 1 ต.ค.นี้
KEY
POINTS
- สสว. ผลักดัน SMEs เข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐผ่านโครงการ THAI SME-GP โดยเพิ่มแต้มต่อด้านราคาสูงสุด 20% และขยายวงเงินสัญญาสะสมเป็น 500 ล้านบาท
- สิทธิประโยชน์ด้านราคา 20% ประกอบด้วยสิทธิพื้นฐานสำหรับ SMEs 10%, สินค้าที่ผลิตในประเทศ (MiT) 5% และอีก 5% สำหรับผู้ประกอบการที่ใช้นวัตกรรมและระบบ e-Tax
- ยกระดับมาตรการโดยนำเกณฑ์การตรวจสอบเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง (UBO) มาใช้ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและป้องกันการใช้สิทธิประโยชน์ผิดวัตถุประสงค์
- มาตรการใหม่ทั้งหมด ทั้งการขยายสิทธิประโยชน์และการใช้เกณฑ์ UBO จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
11 กันยายน 2569 นายวชิระ แก้วกอ รองผู้อำนวยการสำนักงาน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับ รวมถึงเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) เข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐซึ่งมูลค่ามากกว่า 1 แสนล้านบาทให้เพิ่มมากขึ้น ผ่านมาตรการ THAI SME-GP โดยขยายสิทธิในโครงการวงเงินสัญญาสะสมสูงสุด 500 ล้านบาท พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านราคาสูงสุด 20%
ทั้งนี้ ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นตลาดสำคัญที่ช่วยสร้างรายได้และโอกาสเติบโตให้ SMEs โดย สสว. ร่วมกับกรมบัญชีกลาง ผลักดันมาตรการ THAI SME-GP มาตั้งแต่ปี 2563 เพื่อใช้กำลังซื้อของภาครัฐเป็นกลไกสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงตลาดภาครัฐและสามารถแข่งขันได้มากขึ้น
ที่ผ่านมามาตรการดังกล่าวมีส่วนช่วยเพิ่มโอกาสทางตลาดให้ SMEs อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 SMEs มีสัดส่วนโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ 59.45% ขณะที่วงเงินสัญญา SMEs มีสัดส่วนสูงถึง 47.24% ในปี 2567 และเพิ่มเป็น 48.47% ในปี 2569 โดยวันที่ 4 กันยายน 2569 มี SME ที่ได้รับงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต่อเนื่องจำนวน 40,919 ราย
ดันใช้ UBO ยกระดับมาตรการ
สำหรับการยกระดับ THAI SME-GP ในระยะต่อไปจะให้ความสำคัญกับการพัฒนากระบวนการพิจารณาสิทธิประโยชน์ให้มีมาตรฐาน โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SMEs ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ หนึ่งในแนวทางที่จะนำมาใช้ คือ การตรวจสอบความเชื่อมโยงหรือความเกี่ยวข้องด้านการกำกับ ดูแล หรือการเป็นเจ้าของที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Ownership: UBO) โดย สสว. ร่วมกับกรมบัญชีกลางนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประกอบการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้สิทธิประโยชน์ ลดความเสี่ยงจากการใช้แต้มต่อที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมาตรการ และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569
"การนำ UBO มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรการ THAI SME-GP มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้การให้สิทธิประโยชน์เป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม ไม่ใช่การสร้างภาระหรือเพิ่มอุปสรรคให้ผู้ประกอบการ แต่เป็นการสร้างความมั่นใจว่า SMEs ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์จะได้รับโอกาสจากมาตรการภาครัฐอย่างเท่าเทียม ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน"
สำหรับการพิจารณาความเชื่อมโยง จะครอบคลุมข้อมูลสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การถือหุ้นทางตรง การถือหุ้นทางอ้อม กรรมการหรือผู้มีอำนาจลงนามร่วมกัน และผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงร่วมกัน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างกิจการตามหลักเกณฑ์ที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เป็นผู้กำหนด
แนวทางดังกล่าวสอดรับกับนโยบาย SME Journey ของรัฐบาลที่มุ่งลดข้อจำกัดสำคัญของ SMEs ทั้งด้านการเข้าถึงตลาดภาครัฐ การพัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัล และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญ คือ การยกระดับ THAI SME-GP เพื่อเปิดโอกาสให้ SME สามารถเข้าถึงโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ภายใต้แนวทางใหม่ จะขยายสิทธิประโยชน์ให้ SMEs สามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการในโครงการที่มีวงเงินสัญญาสะสมสูงสุดไม่เกิน 500 ล้านบาท
ได้สิทธิพื้นฐาน 20%
รวมถึงยกระดับสิทธิประโยชน์ด้านราคา โดยมีสิทธิพื้นฐานสำหรับ SMEs 10% สินค้าที่ผลิตในประเทศ หรือ Made in Thailand (MiT) อีก 5% และเพิ่มเติมอีก 5% สำหรับผู้ประกอบการที่ใช้นวัตกรรมและจดทะเบียนระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) รวมสิทธิประโยชน์สูงสุด 20% โดยกำหนดมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เช่นกัน
เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ตลาดภาครัฐเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการเติบโตของ SME ควบคู่กับการดูแลให้การใช้สิทธิประโยชน์เป็นไปตามหลักเกณฑ์ มีมาตรฐาน และเป็นธรรม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เหมาะสม และทำให้มาตรการของภาครัฐเกิดประโยชน์ต่อ SMEs ได้อย่างเต็มที่







