thansettakij
thansettakij
'ศุภจี' ชูโมเดล Co-creation ต่อยอดการค้าไทย-อินเดีย ลุยกำหนดสาขาร่วมใน 45 วัน

'ศุภจี' ชูโมเดล Co-creation ต่อยอดการค้าไทย-อินเดีย ลุยกำหนดสาขาร่วมใน 45 วัน

11 ก.ย. 69 | 04:30 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ก.ย. 69 | 04:38 น.

'ศุภจี' เปิดเวที Co-creation Partnership นิวเดลี ตั้งเป้า 45 วัน เคาะสาขาความร่วมมือไทย-อินเดีย ชูนวัตกรรม-พลังงานสีเขียว หวังปูทางสู่ Bilateral FTA

KEY

POINTS

  • ไทยและอินเดียผลักดันความสัมพันธ์ทางการค้าสู่บทใหม่แบบ "Co-creation" หรือการร่วมสร้าง โดยตั้งเป้ากำหนดสาขาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน
  • สาขาความร่วมมือที่มีศักยภาพสูงครอบคลุมหลายด้าน เช่น อาหารแห่งอนาคต พลังงานสีเขียว โลจิสติกส์ เภสัชภัณฑ์ อุตสาหกรรมอวกาศ และการเชื่อมโยงระบบชำระเงิน
  • เป้าหมายของความร่วมมือคือการใช้จุดแข็งของทั้งสองฝ่ายพัฒนาสินค้าและบริการร่วมกันเพื่อขยายสู่ตลาดประเทศที่สาม และเป็นรากฐานสู่การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (Bilateral FTA) ในอนาคต

รองนายกฯ ศุภจี เปิดเวที Co-creation Partnership ที่นิวเดลี เร่งเปลี่ยนความสัมพันธ์ไทย-อินเดีย จากคู่ค้าสู่ผู้ร่วมสร้าง ตั้งเป้า 45 วัน เคาะสาขาความร่วมมือรูปธรรม ปูทางสู่ Bilateral FTA

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเวที India–Thailand Regional Co-creation Partnership ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี หารือร่วมกับภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในอินเดีย และพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชนอินเดีย เพื่อรับฟังข้อเสนอและอุปสรรค พร้อมหาแนวทางต่อยอดความร่วมมือทางการค้า การลงทุน และบริการ จากความสัมพันธ์แบบ "คู่ค้า" สู่ "Co-creation" หรือการร่วมสร้าง โดยมีผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนภาครัฐ และภาคเอกชนไทย–อินเดียเข้าร่วม

นางศุภจี กล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ ไทยและอินเดียจำเป็นต้องมองความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในมิติใหม่ โดยเฉพาะการทำให้ไทยและอินเดียเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ของกันและกัน

"การค้าระหว่างไทยกับอินเดียในปัจจุบันยังไม่สมดุล โดยไทยเป็นฝ่ายเกินดุล ดังนั้น หากต้องการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว ทั้งสองประเทศต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันและมีความสมดุลมากขึ้น" นางศุภจี กล่าว

ทั้งนี้ แนวทางสำคัญของบทใหม่ความสัมพันธ์ไทย–อินเดีย คือ Co-creation ซึ่งเป็นการนำสินค้าไทยไปขายในอินเดีย หรือให้อินเดียเข้ามาลงทุนในไทย รวมถึงการนำศักยภาพของทั้งสองฝ่ายร่วมกันพัฒนาสินค้า บริการ เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ ก่อนขยายไปยังตลาดประเทศที่สาม

สำหรับสาขาที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นความร่วมมือแบบ Co-creation ได้แก่ อาหารแห่งอนาคตและ Nutraceutical อาหารและความมั่นคงทางอาหาร เภสัชภัณฑ์ โลจิสติกส์และ Cold Chain พลังงานสีเขียว วัสดุก่อสร้างสีเขียว อุตสาหกรรมอวกาศ และบริการ โดยมีการหารือถึงการนำวัตถุดิบ เทคโนโลยี องค์ความรู้ และมาตรฐานของทั้งสองประเทศมาพัฒนาร่วมกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสในตลาดโลก

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสด้านบริการและระบบชำระเงิน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบ UPI ของอินเดียกับระบบการชำระเงินของไทย รวมถึงการส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น บาท–รูปี เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ขณะที่ด้านอุตสาหกรรมอวกาศมีโอกาสต่อยอดความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการไทยกับหน่วยงานของอินเดีย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและขยายตลาดร่วมกัน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นางศุภจี กล่าวว่า หัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–อินเดียในระยะต่อไป คือ Trusted Relationship และ Mutual Benefit โดยต้องมองหาสาขาที่สามารถทำงานร่วมกันได้ แม้แต่ละประเทศจะมีประเด็นที่มีความอ่อนไหวแตกต่างกัน แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่สามารถใช้จุดแข็งมาเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกันได้

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ของไทยและกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย จะร่วมกันกำหนด สาขาความร่วมมือสำคัญภายใน 45 วัน โดยพิจารณาจากข้อเสนอของภาคเอกชนและศักยภาพของทั้งสองประเทศ เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และหากสามารถกำหนดสาขาที่สร้างประโยชน์ร่วมกันได้ ก็มีโอกาสต่อยอดไปสู่การหารือ ความตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี (Bilateral FTA) ระหว่างไทยกับอินเดียต่อไป

ด้านภาคเอกชนไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อเสนอจากการดำเนินธุรกิจในอินเดีย โดยสะท้อนโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรอินเดียในหลายสาขา อาทิ พลังงานสีเขียว วัสดุก่อสร้างสีเขียว อาหารแห่งอนาคตและ Nutraceutical โลจิสติกส์และ Cold Chain พร้อมเสนอแนวทางการพัฒนาธุรกิจร่วมกัน เพื่อใช้ศักยภาพของไทยและอินเดียเป็นฐานในการสร้างสินค้า บริการ และเทคโนโลยีสำหรับขยายไปยังตลาดประเทศที่สาม

"Global Supply Chain และ Co-creation จะเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์บทต่อไป เราต้องใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาเติมเต็มกัน และสร้างตลาดร่วมกัน ไม่ใช่เพียงต่างฝ่ายต่างมองหาตลาดของอีกฝ่าย" นางศุภจี กล่าว

 

เวที India–Thailand Regional Co-creation Partnership ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี

โดยภาคเอกชนให้ข้อเสนอแนะหลายด้าน อาทิ การใช้ธุรกิจการค้าของไทยในอินเดียเป็นช่องทางโชว์เคสและเชื่อมโยงสู่ตลาดออนไลน์ การใช้องค์กรชาวไทยเชื้อสายอินเดีย (Diaspora) เพื่อเข้าถึงและขยายการลงทุนระหว่างกัน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนกันส่งเสริมสตาร์ทอัพ เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ในการยกระดับสนับสนุนอุตสาหกรรม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานพันธมิตรจะร่วมกันขับเคลื่อนและติดตามให้เกิดความคืบหน้าต่อไป