thansettakij
thansettakij
ไทย-อินเดีย ยกระดับหุ้นส่วน เร่งเชื่อม PromptPay-UPI นำร่อง 5 อุตสาหกรรม

ไทย-อินเดีย ยกระดับความร่วมมือ เร่งเชื่อม PromptPay-UPI นำร่อง 5 อุตสาหกรรม

10 ก.ย. 69 | 04:14 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ก.ย. 69 | 04:33 น.

“ศุภจี” ถก รมว.พาณิชย์อินเดีย ดันโมเดล “ร่วมสร้าง-ร่วมลงทุน” ชู 5 สาขานำร่อง อาหาร-เวลเนส-อัญมณี พร้อมเร่งเชื่อม UPI-พร้อมเพย์ สะดวกเที่ยว-ค้าขาย

KEY

POINTS

  • ไทยและอินเดียยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์” เสนอแนวทาง “ร่วมสร้าง-ร่วมลงทุน” ใน 5 อุตสาหกรรมนำร่องเพื่อเชื่อมโยงจุดแข็งและต่อยอดสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
  • ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งรัดการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดนด้วย QR Code ระหว่างพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทยกับ UPI ของอินเดีย เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวและภาคธุรกิจ
  • ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย–อินเดีย ในเดือนตุลาคม เพื่อติดตามความคืบหน้าและผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เยือนอินเดีย เสนอแนวทาง “Co-Creation Co-Investment” ใน 5 สาขานำร่อง หวังต่อยอด Global Supply Chain และเชื่อม QR Payment พร้อมเจ้าภาพจัดประชุม JTC ต.ค. นี้

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เข้าพบหารือกับนายปิยุช โกยาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ณ กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย กรุงนิวเดลี เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยกับอินเดีย โดยย้ำว่า ไทยและอินเดียเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน และพร้อมยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจได้” (Trusted Strategic Partnership) 

รวมถึงการเป็นพันธมิตรที่ร่วมกันสร้างสินค้า ธุรกิจ และตลาดใหม่ รวมถึงขยายโอกาสไปสู่ตลาดประเทศที่สามและตลาดโลก

นางศุภจี กล่าวว่า ไทยและอินเดียมีจุดแข็งที่สามารถนำมาเชื่อมต่อและสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกันได้ โดยอินเดียมีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีบุคลากรทักษะสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงตลาดที่มีศักยภาพ ขณะที่ไทยมีความพร้อมด้านการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คุณภาพและมาตรฐานสินค้า รวมถึงฐานเชื่อมโยงสำคัญสู่อาเซียน ดังนั้น ไทยจึงเสนอแนวทาง “ร่วมสร้าง-ร่วมลงทุน (Co-Creation Co-Investment)” เพื่อเชื่อมโยงจุดแข็งของทั้งสองประเทศ และสร้างความร่วมมือที่สามารถต่อยอดเข้าสู่ Global Supply Chain ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ได้มีการเสนอ 5 สาขานำร่อง ได้แก่ อาหารแปรรูป, สุขภาพและเวลเนส, อุตสาหกรรมสีเขียว,อัญมณีและเครื่องประดับ และอุตสาหกรรมบริการ (Hospitality) โดยเป็นการจับคู่ศักยภาพของทั้งสองประเทศ เช่น อินเดียมีวัตถุดิบอัญมณีและตลาดขนาดใหญ

ขณะที่ไทยมีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและเจียระไน หรือความร่วมมือด้าน Hospitality ที่อินเดียมีประชากรวัยหนุ่มสาวและกำลังขยายตัวด้านการท่องเที่ยวและบริการ ขณะที่ไทยมีองค์ความรู้และหลักสูตรด้านการโรงแรมและบริการที่สามารถนำมาต่อยอดร่วมกันได้

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ “สิ่งที่เราต้องการเห็นไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการค้าระหว่างกัน แต่คือการนำจุดแข็งของไทยและอินเดียมาร่วมกันสร้างสินค้า บริการ เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ เชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และขยายไปยังตลาดประเทศที่สาม ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ของไทยและอินเดียเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” นางศุภจีกล่าว

นางศุภจี กล่าวว่า การเดินทางเยือนอินเดียครั้งนี้ ยังได้นำนักธุรกิจไทยที่สนใจลงทุนและขยายธุรกิจในอินเดียร่วมคณะ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนโอกาสทางธุรกิจ โดยภายหลังการหารือกับรัฐมนตรีพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ทั้งสองฝ่ายได้พบปะกับคณะผู้แทนไทยและภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและต่อยอดโอกาสด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรม 

โดยมีผู้แทนภาคเอกชนและหน่วยงานไทยเข้าร่วม อาทิ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) ดร.ณัฐพนธ์ จาวลา กรรมการบริหาร หอการค้าอินเดีย-ไทย และ ดร.เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองนวัตกรรมอาหาร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

“ศุภจี” ถก รมว.พาณิชย์อินเดีย

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเดินหน้ากลไกความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุม คณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย–อินเดีย ในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อหารือและติดตามความคืบหน้าความร่วมมือต่าง ๆ รวมถึงแนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน และสนับสนุนการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นตรงกันที่จะเร่งรัดการเชื่อมโยงระบบชำระเงินรายย่อยออนไลน์ด้วย QR Code (Cross-Border QR Payment) ระหว่างระบบ Unified Payments Interface (UPI) ของอินเดียกับระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทย ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว รวมถึงการทำธุรกรรมของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับ 7 ของไทยในโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ สำหรับช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค. 2569) การค้าระหว่างไทยกับอินเดียมีมูลค่า 13,974.56 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 8.07% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไทยส่งออกไปอินเดีย 10,270.32 ล้านดอลลาร์

ส่วนการนำเข้าจากอินเดีย 3,704.24 ล้านดอลลาร์ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อัญมณีและเครื่องประดับ และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์

 

“ศุภจี” ถก รมว.พาณิชย์อินเดีย