
พาณิชย์ แจงยิบปัด “ศุภจี” ปิดดีลเจรจาภาษีสหรัฐฯ เห็นทิศทางดี-รอสรุปสุดท้าย
พาณิชย์ ย้ำเจรจาภาษีสหรัฐฯ คืบหน้าในทิศทางที่ดี แต่ยังไม่ปิดดีล รอสรุปรายละเอียดและความชัดเจนอัตราภาษีขั้นสุดท้าย
KEY
POINTS
- กระทรวงพาณิชย์ปฏิเสธข่าวนางศุภจี "ปิดดีล" เจรจาภาษีกับสหรัฐฯ โดยชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
- การเจรจามีความคืบหน้าและมีทิศทางที่ดี โดยได้ข้อสรุปในสาระสำคัญของความตกลงแล้ว แต่ยังเหลือรายละเอียดทางเทคนิคที่ต้องหารือต่อ
- อัตราภาษีสุดท้ายยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากต้องรอผลการไต่สวนของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
วันที่ (7 กันยายน 2569) นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับผลการหารือเรื่องภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐฯในลักษณะว่า “ปิดดีล” หรือได้ข้อสรุปเรื่องอัตราภาษีแล้ว อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง จึงขอทำความเข้าใจว่า จากการหารือเพื่อจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) มีความคืบหน้าเป็นอย่างมากและมีสัญญาณที่ดีที่จะสรุปการเจรจาได้ ซึ่งหากสามารถจัดทําความตกลงร่วมกันได้ ไทยจะมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาอัตราภาษีนําเข้าจากสหรัฐฯ ในระดับที่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้
ทั้งนี้ จากการหารือของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. การหารือมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถมีข้อสรุปในสาระสำคัญของความตกลงฯร่วมกัน พร้อมเห็นชอบให้ทีมเจรจาระดับเทคนิคของทั้งสองฝ่ายเร่งสรุปรายละเอียดและประเด็นที่เหลือให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
ขณะเดียวกัน ข้อสรุปในสาระสำคัญของความตกลงฯ ไม่ได้หมายความว่าเป็นการปิดดีลหรือได้ข้อสรุปอัตราภาษีสุดท้ายแล้ว เนื่องจากการไต่สวนของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ดังนั้น อัตราภาษีที่จะมีผลกับไทยจึงยังต้องรอความชัดเจนจากกระบวนการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ของฝ่ายสหรัฐฯก่อน
นายกรนิจ กล่าวว่า ฝ่ายไทยจะเดินหน้าเจรจาอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันให้การหารือในรายละเอียดที่เหลือมีความคืบหน้าและได้ข้อยุติโดยเร็ว โดยมุ่งรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย และผลักดันให้อัตราภาษีของไทยอยู่ในระดับที่เป็นธรรมและสามารถแข่งขันได้กับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค พร้อมเชื่อมั่นว่าความคืบหน้าที่เกิดขึ้นจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการเดินหน้าความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ต่อไป





