thansettakij
thansettakij
'พูนพงษ์' ดัน Unlocking New Growth ชู 5 บทบาทดัน SMEs สู่ตลาดโลก

'พูนพงษ์' ดัน Unlocking New Growth ชู 5 บทบาทดัน SMEs สู่ตลาดโลก

11 ก.ย. 69 | 03:50 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ก.ย. 69 | 03:55 น.

'พูนพงษ์' อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชูแนวคิด Unlocking New Growth เร่งขยับ 5 บทบาทพาณิชย์ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ดัน SMEs ขยับสู่ OBM

KEY

POINTS

  • นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดวิสัยทัศน์ "Unlocking New Growth" เพื่อยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ไทยสู่ตลาดโลก
  • มุ่งผลักดันให้ SMEs ปรับตัวจากการเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่การเป็นเจ้าของแบรนด์สินค้า (OBM) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ
  • ชู 5 บทบาทหลักของกระทรวงพาณิชย์ในการสนับสนุน ได้แก่ การดูแลเสถียรภาพ, การเชื่อมโยงอุปสงค์-อุปทาน, การเปิดตลาดใหม่, การแก้ไขกฎระเบียบ และการปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย
  • มีเป้าหมายยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นคู่ค้าที่น่าเชื่อถือ (Trusted Partner) และเชื่อมโยงธุรกิจไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก

"พูนพงษ์" อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดวิสัยทัศน์ Unlocking New Growth ในงานสัมมนาสภาหอฯ มุ่งดันไทยสู่ Trusted Partner ชู 5 บทบาทกระทรวงพาณิชย์ ช่วย SMEs ปรับจาก OEM สู่ Brand OBM เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ต่อการฟื้นเศรษฐกิจไทย" ในงานสัมมนาใหญ่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 ว่า ปัจจุบันโลกและกติกาการแข่งขันทางการค้าได้เปลี่ยนไปแล้ว การพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องใช้ศักยภาพที่ประเทศไทยมีอยู่ให้เข้าถึงตลาดใหม่ สร้างมูลค่าและโอกาสใหม่ ซึ่งเป็นหัวใจของแนวคิด Unlocking New Growth

ทั้งนี้ ประเทศไทยและโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงสำคัญทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การกระจายความเสี่ยงของประเทศต่างๆ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร เนื่องจาก การตลาดเปลี่ยน ต้นทุนเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน กติกาเปลี่ยน และลูกค้าก็เปลี่ยน ทำให้การแข่งขันเปลี่ยนจากต้นทุนต่ำที่สุดไปสู่ความมั่นคงและความน่าเชื่อถือ จากการแข่งขันด้วยขนาดไปสู่ความเร็วในการเรียนรู้และปรับตัว และจากการขายสินค้าไปสู่การสร้างคุณค่า ประสบการณ์ มาตรฐาน และความไว้วางใจ 

ดังนั้น ไทยจึงต้องยกระดับบทบาทสู่การเป็น Trusted Partner ที่น่าเชื่อถือ ยืดหยุ่น และปรับตัวได้เร็ว จากตัวเลขการค้าสะท้อนให้เห็นว่าหากเศรษฐกิจฟื้นตัว ต้องพิจารณาไปถึงว่าการฟื้นตัวนั้นกระจายไปยังผู้ประกอบการกว้างแค่ไหน และประเทศไทยเก็บมูลค่าจากการฟื้นตัวไว้ในประเทศได้มากเพียงใด

"ตัวเลขการส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัว 18.2% ขณะที่ประเทศไทยมี SMEs กว่า 3.28 ล้านราย หรือ 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด การจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน แต่สร้าง GDP ราว 35% และมีสัดส่วนมูลค่าส่งออกราว 14% สะท้อนว่า ยังมีพื้นที่อีกมากในการยกระดับผู้ประกอบการรายเล็กให้เติบโต และรายกลางให้มีขนาดใหญ่ขึ้น สร้างมูลค่าและเชื่อมเข้าสู่ตลาดและ Supply Chain ของโลกที่ใหญ่ขึ้น" นายพูนพงษ์ กล่าว

ขณะเดียวกันภาครัฐจึงต้องทำสองเรื่องควบคู่กัน คือ สร้างความมั่นคง (Stabilize) โดยดูแลสิ่งที่ยังเปราะบาง ทั้งค่าครองชีพ รายได้ ต้นทุน เสถียรภาพสินค้าเกษตร และการแข่งขันที่เป็นธรรม และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มผลิตภาพ เพิ่มมูลค่า การใช้เทคโนโลยี กระจายตลาด และเชื่อม SMEs ในอุตสาหกรรมที่ไทยสะสมศักยภาพเพียงพอแล้วเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน  

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

นอกจากนี้ ต้องช่วยกันขยับทักษะด้านการผลิตของไทยเปลี่ยนจากการรับจ้างผลิตสินค้าตามความต้องการของลูกค้า หรือ OEM ไปสู่การออกแบบและผลิตสินค้าเอง หรือ ODM รวมถึงการเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเอง หรือ OBM ให้มูลค่า เทคโนโลยี และแบรนด์เกิดและคงอยู่ในประเทศไทยมากขึ้น

นายพูนพงษ์ ระบุว่า จากการรับฟังความคิดเห็นจากภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับ 1. ตลาดและการใช้ประโยชน์จาก FTA 2. ต้นทุนและ Productivity 3.โอกาสของ SMEs 4.การแข่งขันที่เป็นธรรม และ 5.กฎระเบียบ หรือขั้นตอนภาครัฐที่กลายเป็นต้นทุนเวลาของธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์จึงต้องลดข้อจำกัดเหล่านี้

ทั้งนี้บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ต้องกว้างมากขึ้นขึ้น โดยต้องเชื่อมศักยภาพของประเทศไทยกับตลาด และเชื่อมโอกาสจากตลาดกลับมาสร้างมูลค่าให้คนไทย ผ่าน 5 บทบาท ได้แก่ 

1. การดูแลเสถียรภาพ เกษตรและอาหารจาก ปริมาณต้องสู่มูลค่า ควบคู่กันใช้ Data และ Demand ของตลาดเป็นตัวนำ เชื่อมข้อมูลผลผลิตกับตลาดและต้องสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้กับทุกภาคส่วนทั้งผู้ประกอบการ ผู้บริโภค รวมถึงเกษตรกรควรมีรายได้สูงขึ้นและมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ค่าครองชีพมีความเหมาะสมตามไปด้วย 

2. การเชื่อม Demand กับ Supply และเชื่อมผู้ประกอบการกับตลาด SMEs & Community จาก Survive สู่ Scale เป้าหมายไม่ใช่เพียงช่วยให้ SMEs อยู่รอด แต่ต้องสร้างเส้นทาง Start -Scale Up - Leader - Regional Player รวมทั้งใช้กลไก Big Brother Plus เชื่อมรายเล็กกับธุรกิจขนาดใหญ่ ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และ Supply Chain 

3. การเปิดตลาดเพิ่มมูลค่า ลดข้อจำกัด และใช้เทคโนโลยีกับข้อมูลเพื่อลดต้นทุนและกระจายโอกาส จาก "Export Growth" สู่ "Local Value Creation" รักษาตลาดหลักควบคู่กับเปิดตลาดศักยภาพใหม่ ใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เกิดผลจริง พร้อมเพิ่ม Local Content และ Local Value เชื่อม SMEs เข้าสู่ Global Value Chain และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ขยับจากผู้รับจ้างผลิตหรือขายวัตถุดิบไปสู่ Brand, Design, Technology และ Services ที่มีมูลค่าสูงขึ้น 

4. แก้ไขกฎระเบียบให้ทันสมัย เอื้อต่อภาคธุรกิจ มีการให้บริการที่นอกจากต้องสะดวกและทันสมัยแล้ว ระยะเวลาต้องมีความรวดเร็วด้วย ซึ่งจะเสริมความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี 

5. การป้องกันและปราบปรามธุรกิจและสินค้าผิดกฎหมาย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ จะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้า ซึ่งผู้ประกอบการทุกรายควรดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายและเงื่อนไขเดียวกัน ซึ่งจะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคอีกทางหนึ่ง

"วิสัยทัศน์ที่วางไว้จะไม่เกิดขึ้นได้จริงหากไม่สามารถเปลี่ยนไปสู่การลงมือทำได้ โดยหอการค้าและสมาคมการค้าซึ่งเป็นผู้นำของภาคธุรกิจจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะทำให้การปลดล็อกเกิดขึ้นได้จริง โดยภาคเอกชนจะเป็นพลังที่จะเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นธุรกิจและการเติบโตจริง หากทั้งสองฝ่ายทำงานบนโจทย์เดียวกัน ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนศักยภาพที่มีให้เป็น New Growth ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโตของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม" นายพูนพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

ในงานสัมมนาใหญ่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569