
แบงก์ชาติจ่อออก 3 โครงการ เร่งแก้วิกฤตสินเชื่อ SME หดตัว 16 ไตรมาส
แบงก์ชาติฉายภาพวิกฤต SME หลังสินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง 16 ไตรมาส เร่งคลอด 3 โครงการ ปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า ยันบทบาทธปท. แตกต่างบริบทต่างประเทศ
KEY
POINTS
- ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาสินเชื่อ SME ที่หดตัวต่อเนื่องยาวนาน 16 ไตรมาส โดยมุ่งช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ
- เตรียมเปิดตัว 3 โครงการหลัก ได้แก่ "SME Credit Portal" เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางจับคู่ผู้ประกอบการกับสถาบันการเงิน, กลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ และ "Data Bureau"
- กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่จะใช้เงินจากกองทุนฟื้นฟูฯ เพื่อช่วยปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ Data Bureau จะใช้ข้อมูลทางเลือก เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ มาประเมินความสามารถในการชำระหนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการ SME และรายย่อย ความไม่เท่าเทียมทางการเงินจากค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยที่แพง และปัญหาการใช้ช่องทางสถาบันการเงินสำหรับดำเนินกิจกรรมทางการเงินสีเทา
โดยการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้จำเป็นต้องทำผ่านการกำกับดูแลสถาบันการเงินเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากบริบทของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ดูแลเพียงนโยบายการเงินโดยไม่ได้กำกับสถาบันการเงิน เนื่องจากประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเชิงโครงสร้างและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ
วิกฤต SME สินเชื่อติดลบยาวนาน 16 ไตรมาส
สำหรับปัจจุบันสถานการณ์ของภาคธุรกิจ SME ซึ่งถือเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ เนื่องจากมีการจ้างงานสูงถึงประมาณ 13.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 70% ของการจ้างงานทั้งหมด และสร้างสัดส่วนต่อ GDP ถึง 35% กำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตอย่างหนัก โดยยอดสินเชื่อ SME ติดลบติดต่อกันยาวนานถึง 16 ไตรมาส
“แต่อีกด้านหนึ่ง สินเชื่อภาคธุรกิจรายใหญ่เริ่มกลับมาขยายตัวเป็นบวกในช่วง 2–3 ไตรมาสที่ผ่านมา สะท้อนภาพการฟื้นตัวแบบ K-Shape ที่ชัดเจน สัดส่วนการขยายตัวของ SME ต่อ GDP ลดลงจากเดิมที่เคยสะท้อนการเติบโต 1.9% จาก GDP เฉลี่ย 3.5% เหลือเพียงประมาณ 1% เท่านั้น”
พบ 10 ปี SME ปิดกิจการกว่า 50%
นอกจากนี้ ข้อมูลนิติบุคคล SME ที่จัดตั้งประมาณ 130,000 บริษัท พบว่าหลังจากดำเนินกิจการไป 10 ปี จะมีผู้ประกอบการปิดตัวลงไปถึง 50% และเมื่อผ่านไป 25 ปี จะเหลือรอดเพียง 30%
ขณะเดียวกัน ศักยภาพในการทำรายได้ของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ก็ลดลง โดย SME ที่จัดตั้งตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา สามารถสร้างรายได้เติบโตจาก 100 เป็น 127 ในช่วง 10 ปี ซึ่งต่ำกว่า SME รุ่นเดิมที่เคยเติบโตได้ถึง 175
SME เจอดอกเบี้ย 6.9% แบกต้นทุนสูงกว่ารายใหญ่
ในด้านอุปสรรคการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พบความเหลื่อมล้ำอย่างมาก โดยผู้ประกอบการ SME กลุ่มที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรก สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21% ขณะที่ธุรกิจรายใหญ่ในระดับประสิทธิภาพเท่ากัน สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้สูงถึง 61% ส่วนผู้ประกอบการ SME รายใหม่ที่มีอายุกิจการ 0–5 ปี สามารถกู้เงินได้เพียง 11% เท่านั้น
นอกจากนี้ SME ยังต้องแบกรับอัตราดอกเบี้ยสูงถึงเฉลี่ย 6.9% เมื่อเทียบกับธุรกิจรายใหญ่ที่จ่ายดอกเบี้ยเพียงประมาณ 3.9% สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากอัตราสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ของ SME ที่พุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 9–9.5% เทียบกับรายใหญ่ที่มี NPL ต่ำกว่า 2%
ประเมินว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้สถาบันการเงินกังวลเรื่องต้นทุนความเสี่ยง (Credit cost) จนไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบสัดส่วนของกลุ่มธุรกิจซอมบี้ (Zombie firms) หรือผู้ประกอบการที่มีกำไรไม่พอจ่ายดอกเบี้ย ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 2% เป็นเกือบ 6%
ธปท.รุกอุ้ม SME มีศักยภาพ 38% เร่งออก 3 โครงการ
“การแก้ไขปัญหาครั้งนี้ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าไม่สามารถช่วยเหลือ SME ได้ทุกราย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (MSME) ที่ขาดศักยภาพในการปรับตัว มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าสินค้านำเข้าจากจีน หรือกลุ่มซื้อมาขายไปที่ถูกแพลตฟอร์มออนไลน์เข้ามาแย่งตลาด ซึ่งจำเป็นต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด”
ทั้งนี้ ธปท. จะมุ่งเป้าให้ความช่วยเหลือไปยังกลุ่ม SME ที่ยังมีศักยภาพและสามารถเติบโตได้ ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ราว 38% โดยธปท. ได้วางแผนจัดทำโครงสร้างระบบทางการเงิน (Ecosystem) ใหม่ผ่าน 3 โครงการหลัก ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปลายปีนี้ถึงปีหน้า
โครงการแรก คือ การจัดตั้ง "SME Credit Portal" ในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางให้ SME ที่มีศักยภาพเข้ามาแจ้งความต้องการสินเชื่อและจับคู่กับสถาบันการเงินทั้งธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรัฐ และ Non-bank โดยร่วมมือกับหอการค้า สมาพันธ์ SME และสถาบันการเงินต่าง ๆ
โครงการที่สอง คือ การพัฒนากลไกการค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ ขนานไปกับ บสย. โดยไม่ใช้เงินงบประมาณจากภาครัฐ แต่จัดสรรเงินประมาณ 20,000 ล้านบาทจากกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) ที่ได้รับส่งมอบจาก BIS มาเป็นทุนค้ำประกัน ซึ่งคาดว่าจะเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในอีก 3–4 เดือนข้างหน้า
“จากการทดลองใช้ในระยะแรกสามารถช่วยปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 70,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 80,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายช่วยปล่อยสินเชื่อได้ปีละประมาณ 100,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับ บสย. จะสามารถสนับสนุนสินเชื่อแก่ SME ได้ถึงปีละ 200,000 ล้านบาท จากความต้องการสินเชื่อทั้งหมดของ SME ปีละ 400,000 ล้านบาท”
โครงการที่สาม คือ การจัดตั้ง "Data Bureau" โดยร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ในการเชื่อมโยงข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ข้อมูลการเสียภาษี E-statement ข้อมูลการชำระเงินผ่าน Payment Gateway และข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือ
โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการรายย่อยและอาชีพอิสระที่ไม่มีสเตตเมนต์ทางการเงินปกติ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ พร้อมทั้งใช้ตรวจสอบและคัดกรองธุรกรรมการเงินสีเทาควบคู่กันไป







