
อินเดียเงินเฟ้อ 4.45% แรงหนุนจากอาหาร สคต.แนะไทยปรับกลยุทธ์ตลาด
เงินเฟ้ออินเดียเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 4.45% ขณะที่เงินเฟ้ออาหารเร่งขึ้น 5.52% สคต.แนะผู้ประกอบการไทยจับตากำลังซื้อและต้นทุนรายพื้นที่
KEY
POINTS
- อัตราเงินเฟ้ออินเดียเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 4.45% แต่เงินเฟ้อในหมวดอาหารปรับตัวสูงขึ้นเป็น 5.52% โดยเฉพาะสินค้าเกษตรบางรายการมีราคาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- อัตราเงินเฟ้อมีความแตกต่างกันในแต่ละรัฐ โดยรัฐสำคัญทางการค้า เช่น เตลังคานา อานธรประเทศ และทมิฬนาฑู มีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ
- สคต. แนะผู้ประกอบการไทยให้วิเคราะห์ตลาดอินเดียในระดับภูมิภาค เพื่อปรับกลยุทธ์ด้านราคา การบริหารต้นทุน และการกระจายสินค้าให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่
สํานักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเจนไน ประเทศอินเดีย รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคของอินเดีย ซึ่งวัดจากดัชนีราคาผู้บริโภค ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 4.45% เทียบกับ ในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 4.83% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อด้านอาหาร ซึ่งวัดจากดัชนีราคาผู้บริโภคหมวดอาหาร เพิ่มขึ้นจาก 5.32% เป็น 5.52%
แม้อัตราเงินเฟ้อโดยรวมยังอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับกรอบเป้าหมายของธนาคารกลางอินเดีย (RBI) แต่การปรับเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและสินค้าโภคภัณฑ์บางรายการสะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังคงเป็นปัจจัยที่ภาคธุรกิจควรติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีต้นทุนเชื่อมโยงกับวัตถุดิบ อาหาร การขนส่ง และการบริโภคภายในประเทศ
ทั้งนี้ สำหรับอัตราเงินเฟ้อด้านอาหาร หรือ CFPI อยู่ที่ 5.52% เพิ่มขึ้นจากเดิม 5.32 ในเดือนก่อนหน้า โดยอัตราเงินเฟ้อด้านอาหารในเขตชนบทอยู่ที่ 5.79% และในเขตเมืองอยู่ที่ 5.05% โดยสะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาในหมวดอาหารยังคงมีความสำคัญต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทซึ่งมีอัตราเงินเฟ้อด้านอาหารสูงกว่าเขตเมือง
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าอาหารรายรายการในเดือนกรกฎาคม 2569 พบว่าราคาสินค้าแต่ละประเภทมีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันอย่างชัดเจน สะท้อนถึงอิทธิพลของปัจจัยด้านอุปทานและภาวะตลาดของสินค้าแต่ละกลุ่ม
สำหรับสินค้าที่มีอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในระดับสูง ได้แก่ ขิง 83.62% กระเทียม 35.36% หอมหัวใหญ่ 22.54%
ขณะที่สินค้าบางรายการมีราคาลดลง ได้แก่ มันฝรั่ง -16.56 มะเขือเทศ -4.59
นอกจากนี้ สินค้ากลุ่มเครื่องประดับมีการปรับเพิ่มขึ้นในระดับสูง โดยเครื่องประดับเงินเพิ่มขึ้น 109.84% ขณะที่ เครื่องประดับทอง เพชร และแพลทินัมเพิ่มขึ้น 32.98%
สคต. รายงานเพิ่มเติมว่า เมืองความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าแต่ละประเภทแสดงให้เห็นว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อไม่ได้เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันกับสินค้าทุกกลุ่ม แต่ขึ้นอยู่กับภาวะของสินค้าแต่ละประเภท รวมถึงปัจจัยด้านอุปทานและต้นทุนที่เกี่ยวข้อง
นอกจากความแตกต่างด้านราคาสินค้าแล้ว อัตราเงินเฟ้อในแต่ละพื้นที่ของอินเดียยังมีความแตกต่างกัน โดยข้อมูล CPI ระดับรัฐในเดือนกรกฎาคม 2569 พบว่า รัฐเตลังคานา รัฐอานธรประเทศ และรัฐทมิฬนาฑู มีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ดังนี้
- เตลังคานา (Telangana) 6.32%
- อานธรประเทศ (Andhra Pradesh) 5.72%
- ทมิฬนาฑู (Tamil Nadu) 5.44%
- อินเดียโดยรวม 4.45%
โดยรัฐเตลังคานามีอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดในกลุ่มที่กล่าวถึง รองลงมาคือรัฐอานธรประเทศที่ และรัฐทมิฬนาฑูท
สำหรับประเทศไทย ทั้งสามรัฐมีความสำคัญในด้านการค้าและการลงทุน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีฐานอุตสาหกรรมและตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ และมีความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยี การผลิต ยานยนต์ อาหาร และบริการ
อย่างไรก็ตาม การที่อัตราเงินเฟ้อของรัฐใดรัฐหนึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศไม่ได้หมายความว่ารัฐดังกล่าวมีแนวโน้มทางเศรษฐกิจด้อยกว่าพื้นที่อื่น ผู้ประกอบการจึงควรใช้ข้อมูลเงินเฟ้อเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการประเมินตลาด โดยพิจารณาร่วมกับกำลังซื้อ ต้นทุนการดำเนินงาน พฤติกรรมผู้บริโภค การกำหนดราคา และต้นทุนการกระจายสินค้าในแต่ละพื้นที่
ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของราคาอาหารอาจทำให้ครัวเรือนต้องจัดสรรรายจ่ายในสัดส่วนที่สูงขึ้นสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และอาจทำให้ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคาของสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็นมากขึ้น
โดยในภาคธุรกิจ ต้นทุนวัตถุดิบ การขนส่ง และการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ผู้ประกอบการต้องพิจารณากลยุทธ์ด้านราคาอย่างรอบคอบ เนื่องจากการปรับขึ้นราคามากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการของผู้บริโภค ขณะที่การรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไว้ทั้งหมดอาจส่งผลต่ออัตรากำไรของธุรกิจ
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจึงอาจให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน การจัดซื้อ การบริหารสินค้าคงคลัง การจัดหาแหล่งวัตถุดิบภายในประเทศ และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการกระจายสินค้า เพื่อควบคุมต้นทุนและรักษาความสามารถในการแข่งขัน
แม้ราคาสินค้าอาหารจะอยู่ในระดับสูง แต่ความต้องการสินค้าอาหารแปรรูป วัตถุดิบอาหาร เครื่องดื่ม รวมถึงสินค้าที่มีจุดเด่นด้านคุณภาพและความสะดวก ยังคงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้านราคายังคงมีความสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าที่มุ่งเจาะตลาดผู้บริโภคในวงกว้าง ผู้ประกอบการอาจพิจารณาขนาดบรรจุภัณฑ์และระดับราคาที่เหมาะสมกับกำลังซื้อของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม รวมทั้งประเมินต้นทุนสินค้าถึงปลายทางอย่างครบถ้วน ตั้งแต่ค่าขนส่ง อากร ภาษี ค่ากระจายสินค้า ไปจนถึงค่าขนส่งภายในประเทศ เพื่อให้สามารถกำหนดราคาที่แข่งขันได้ในตลาดอินเดีย
นอกจากนี้ ความแตกต่างของอัตราเงินเฟ้อระหว่างรัฐยังสะท้อนถึงความสำคัญของการวิเคราะห์ตลาดในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะรัฐทมิฬนาฑู อานธรประเทศ และเตลังคานา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทั้งฐานอุตสาหกรรมและตลาดผู้บริโภคที่สำคัญ
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่สนใจขยายตลาดในอินเดียควรพิจารณาข้อมูลในระดับรัฐควบคู่กับปัจจัยด้านโครงสร้างอุตสาหกรรม กำลังซื้อ การแข่งขัน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์ เพื่อกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดและการกระจายสินค้าให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่





