thansettakij
thansettakij
‘ไทยช่วยไทยพลัส’สะพัด 1.23 แสนล้าน ลุ้นเฟสใหม่ งบเหลือ 2 หมื่นล้าน

‘ไทยช่วยไทยพลัส’สะพัด 1.23 แสนล้าน ลุ้นเฟสใหม่ งบเหลือ 2 หมื่นล้าน

ไทยช่วยไทยพลัส เงินสะพัด 1.23 แสนล้านบาท วงเงินบรรเทาค่าครองชีพ เหลือ 2 หมื่นล้านบาท ลุ้นเฟสใหม่ ท่ามกลางโจทย์รัฐบาลเลือกพยุงกำลังซื้อหรือเปลี่ยนผ่านพลังงาน

KEY

POINTS

  • โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจแล้วกว่า 1.23 แสนล้านบาท จากการร่วมจ่ายของภาครัฐและประชาชน
  • รัฐบาลกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการต่อโครงการเฟสใหม่ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและพยุงกำลังซื้อของประชาชนต่อไป
  • การเดินหน้าโครงการต่อมีข้อจำกัด เนื่องจากกรอบวงเงินสำหรับมาตรการบรรเทาค่าครองชีพคงเหลืออยู่เพียงประมาณ 2 หมื่นล้านบาท

“ไทยช่วยไทยพลัส” 60/40 เงินสะพัดแล้วกว่า 1.23 แสนล้านบาท หลังรัฐร่วมจ่าย 7.1 หมื่นล้านบาท ประชาชนร่วมจ่าย 5.26 หมื่นล้านบาท ขณะที่กรอบงบบรรเทาค่าครองชีพจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เหลือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จับตารัฐบาลตัดสินใจต่อเฟสใหม่ ท่ามกลางโจทย์ต้องเลือกระหว่างพยุงกำลังซื้อระยะสั้นกับลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานระยะยาว

เงินสะพัด 1.23 แสนล้านบาท

เข้าสู่โค้งท้ายโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เพราะเดือนกันยายนจะเป็นเดือนสุดท้ายที่รัฐบาลจะเติมเงิน 1,000 บาทเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน หลังจากดำเนินการมาแล้ว 3 เดือนพบว่า มียอดใช้จ่ายรวมแล้วกว่า 123,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 71,000 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 52,600 ล้านบาท 

เงินดังกล่าวถูกส่งผ่านไปยังร้านค้าและผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ แต่ยังคงมีเสียงเรียกร้องจากประชาชนและร้านค้าต้องการให้รัฐบาลต่ออายุโครงการ เพื่อช่วยประคองกำลังซื้อในช่วงที่ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง

สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เป็นมาตรการที่รัฐบาลใช้ส่งผ่านกำลังซื้อไปยังประชาชน โดยรัฐร่วมจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% สำหรับประชาชนทั่วไปอายุ 18 ปีขึ้นไป กำหนดกลุ่มเป้าหมายไม่เกิน 30 ล้านคน หลังเปิดลงทะเบียนมีประชาชนเข้าร่วมประมาณ 26 ล้านคน และมีผู้ใช้สิทธิจริง 25.79 ล้านคน สะท้อนการตอบรับในวงกว้าง

จุดที่ต้องจับตาคือ พฤติกรรมการใช้สิทธิ เพราะแม้จะมีประชาชนเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก แต่ไม่ได้ หมายความว่า ทุกคนจะใช้วงเงินเต็ม 1,000 บาทต่อเดือน

  • เดือนมิถุนายนมีผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 12.41 ล้านคนทำให้มีวงเงินรัฐบาลที่ไม่ได้ถูกใช้ 1,229.07 ล้านบาท
  • เดือนกรกฎาคม มีผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 8.8 ล้านคน จากผู้ใช้สิทธิทั้งหมด 26 ล้านคน
  • เดือนสิงหาคม มีผู้ใช้สิทธิครบวงเงินประมาณ 11 ล้านคน

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “จำนวนผู้ได้รับสิทธิ” กับ “การใช้จ่ายจริง” เป็นคนละเรื่องกัน และเป็นโจทย์ที่กระทรวงการคลังต้องนำไปพิจารณา หากจะออกแบบโครงการในระยะต่อไป

เงินกระจายต่างจังหวัด 84-85% ลุ้นเฟส 2 ปรับสูตรร่วมจ่าย 

ด้านการกระจายตัวของเม็ดเงิน ถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของโครงการ ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า เม็ดเงิน จากไทยช่วยไทยพลัสกระจายไปยังต่างจังหวัด 84-85% ขณะที่กรุงเทพฯ มีสัดส่วน 15-16% ทำให้เงินอุดหนุนจากภาครัฐไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะเมืองใหญ่ แต่ไหลลงไปสู่ร้านค้า และเศรษฐกิจฐานรากในต่างจังหวัด

โครงการไทยช่วยไทยพลัส งบประมาณจากพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

กระทรวงการคลังประเมินว่า จากการติดตามผลเบื้องต้น มีเม็ดเงิน หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจแล้วประมาณ 100,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาข้อเสนอการเดินหน้าโครงการต่อ

อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงสะท้อนจากประชาชนบางส่วนเกี่ยวกับรูปแบบ การร่วมจ่าย 60/40 ที่มองว่า มีความยุ่งยากในการคำนวณมากกว่ารูปแบบ 50/50 ของโครงการคนละครึ่งในอดีต นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่า กระทรวงการคลังพร้อมรับฟังความคิดเห็น และจะนำไปพิจารณาประกอบการออกแบบมาตรการในระยะต่อไปโดยย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือ ช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน

ชู “นกกระซิบ” หนุนร้านค้าเข้าถึงสินเชื่อ 

นอกจากกระตุ้นการใช้จ่ายแล้ว กระทรวงการคลังยังนำเทคโนโลยี AI หรือ “นกกระซิบ” เข้ามาช่วยผู้ค้ารายย่อยจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอสินเชื่อจากธนาคารออมสิน โดยมีเป้าหมายช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบการเงินมากขึ้น ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในอนาคต

ขณะที่ประเด็นสำคัญที่สุดยังคงอยู่ที่วงเงินที่เหลือประมาณ 20,000 ล้านบาท จากกรอบ 200,000 ล้านบาทสำหรับบรรเทาภาระค่าครองชีพ หลังถูกใช้ไปแล้วกว่า 175,718 ล้านบาท ทำให้การเดินหน้าเฟสใหม่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณอย่างชัดเจน

นายเอกนิติระบุว่า กระทรวงการคลังจะพิจารณาเสียงสะท้อนจากประชาชนควบคู่กับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ทั้งภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ขณะที่การออกมาตรการใหม่จำเป็นต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพของการใช้เงิน เพื่อให้เม็ดเงินที่เหลือสร้างผลต่อเศรษฐกิจได้มากที่สุด

ขณะที่ประเด็นสำคัญที่สุดยังคงอยู่ที่วงเงินที่เหลือประมาณ 20,000 ล้านบาท จากกรอบ 200,000 ล้านบาทสำหรับบรรเทาภาระค่าครองชีพ หลังถูกใช้ไปแล้วกว่า 175,718 ล้านบาท ทำให้การเดินหน้าเฟสใหม่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณอย่างชัดเจน

 นายเอกนิติระบุว่า กระทรวงการคลังจะพิจารณาเสียงสะท้อนจากประชาชนควบคู่กับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ทั้งภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ขณะที่การออกมาตรการใหม่จำเป็นต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพของการใช้เงิน เพื่อให้เม็ดเงินที่เหลือสร้างผลต่อเศรษฐกิจได้มากที่สุด

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐตัวแปรใช้งบ

อีกตัวแปรที่ต้องจับตาคือการเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งครอบคลุม 13.18 ล้านคน โดยรัฐบาลเพิ่มวงเงินอีก 700 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิม 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569

และตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะเข้าสู่ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยผลการคัดกรองเบื้องต้นมีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.5 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียนกว่า 18.8 ล้านคน ขณะที่มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์กว่า 9.3 ล้านคน

ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย เนื่องจากกระทรวงการคลังเปิดให้ประชาชนทบทวนสิทธิ พร้อมปรับเงื่อนไขบางรายการ และ ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการยื่นทบทวน มีประชาชนยื่นขอทบทวน 5 ล้านราย และจะประกาศผลการทบทวนสิทธิวันที่ 30 กันยายนนี้

จำนวนผู้ผ่านเกณฑ์สุดท้าย จึงมีผลโดยตรงต่อภาระงบประมาณ หากจำนวนผู้มีสิทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อรองรับ ขณะที่เงินก้อนสำหรับการบรรเทาภาระค่าครองชีพเหลืออยู่ไม่มาก

จับตาเกลี่ยงบ 2 แสนล้าน “เปลี่ยนผ่านพลังงาน”

 ขณะที่วงเงินอีก 200,000 ล้านบาท ซึ่งเตรียมไว้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน  แม้จะยังไม่มีการอนุมัติใช้วงเงิน แต่มีหลายโครงการเตรียมเสนอขอรับการสนับสนุน ทั้งการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับภาคครัวเรือน และการเปลี่ยนผ่านรถขนส่งสาธารณะไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า

ประเด็นสำคัญคือ พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวเปิดทางให้สามารถเกลี่ยวงเงินจากส่วนของการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาใช้สำหรับบรรเทาภาระค่าครองชีพเพิ่มเติมได้ แต่การตัดสินใจดังกล่าวย่อมมีผลโดยตรงต่อเม็ดเงินที่จะใช้สำหรับลดต้นทุนพลังงานและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

ด้วยงบประมาณที่จำกัด จึงเป็นโจทย์สำคัญ ของรัฐบาลอนุทิน ที่ต้องตัดสินใจว่า ภายใต้ข้อจำกัดเหล่านี้ รัฐบาลจะให้น้ำหนักกับการ “พยุงเศรษฐกิจวันนี้” หรือ “การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจวันหน้า” ยังคงต้องติดตามกันต่อไป

 

หน้า 1  หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,232 วันที่ 3 - 5 กันยายน พ.ศ. 2569