
เปิดพิมพ์เขียวภาษี EV ดึงลงทุน ปั้นไทย Export Hub ดัน Local Content เพิ่มมูลค่า
อธิบดีกรมสรรพสามิตเปิดทิศทางภาษีรถยนต์ EV เดินหน้า 3 หลักการ ดึงลงทุน ขยายไทยสู่ Export Hub และเพิ่ม Local Content หวังยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
KEY
POINTS
- กรมสรรพสามิตวาง 3 หลักการสำหรับนโยบายภาษี EV ใหม่ ได้แก่ การดึงดูดการลงทุน, การขยายกำลังผลิตเพื่อเป็นศูนย์กลางการส่งออก (Export Hub) และการยกระดับชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
- นโยบายภาษีใหม่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การลดหรือเพิ่มภาษี แต่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เปลี่ยนผ่านจากฐานผลิตรถยนต์สันดาปสู่ฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า
- เป้าหมายสำคัญคือการส่งเสริมให้ผู้ผลิตไทยสามารถผลิตชิ้นส่วนและเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงขึ้น เพื่อสร้างประโยชน์ในห่วงโซ่อุปทานและต่อยอดจากความสำเร็จของมาตรการ EV3 และ EV3.5
อธิบดีกรมสรรพสามิตเปิดทิศทางนโยบายภาษีรถยนต์ ย้ำไม่ใช่แค่เรื่อง “ลดหรือเพิ่มภาษี” แต่ต้องมองเป็นพัฒนาการอุตสาหกรรม EV ระยะต่อไป เดินหน้า 3 หลักการ ดึงดูดการลงทุน ขยายกำลังผลิตสู่ Export Hub และยกระดับ Local Content ที่มีมูลค่าเพิ่ม หวังต่อยอดฐานการผลิตรถยนต์ไทยกว่า 60 ปี หลัง EV3-EV3.5 สร้างทั้งฐานผู้บริโภค โรงงาน และการลงทุนใหม่
สรรพสามิตเปิดทิศทางภาษีรถยนต์ยุค EV
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิตเปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างและมาตรการด้านภาษีรถยนต์ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำในระดับหลักการ ซึ่งไม่ควรมองเพียงว่า เป็นเรื่องของการ “ลดหรือเพิ่มภาษี” แต่ต้องมองภาพรวมของการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE ไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV
จากฐาน ICE สู่ยุค EV ต้องมองเป็น Dynamic
ประเทศไทยมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์มานานกว่า 60 ปี สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปจนกลายเป็นฐานการผลิตและส่งออกที่สำคัญของภูมิภาค แต่เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะกระแสพลังงานสะอาดและการลดมลภาวะ
รถยนต์ไฟฟ้าจึงกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่หลายประเทศเลือกใช้ ส่งผลให้ไทยจำเป็นต้องปรับตัวและสร้างความสามารถในการแข่งขันในเทคโนโลยีใหม่
รัฐบาลและกระทรวงการคลังจึงออกมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะ EV3 และ EV3.5 เพื่อสร้างการเรียนรู้ทั้งในฝั่งผู้บริโภคและผู้ผลิต จึงต้องมองภาพ Dynamic เพราะอุตสาหกรรมไม่ได้หยุดอยู่กับจุดใดจุดหนึ่ง เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ดังนั้นการกำหนดนโยบายต้องมองพัฒนาการของอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงการผลิตและการส่งออก
EV3-EV3.5 ปูฐานผู้บริโภค-การผลิต
อธิบดีกรมสรรพสามิตระบุว่า การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าในช่วงแรกจึงมีความจำเป็น เพื่อให้ผู้บริโภคได้รู้จักและเรียนรู้การใช้งาน รวมถึงเปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้เทคโนโลยี แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลไม่ต้องการให้การนำเข้าจบลงเพียงการนำรถเข้ามาขาย โดยไม่ได้สร้างประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมไทย
มาตรการ EV3 และ EV3.5 จึงถูกออกแบบให้เกิดทั้ง การนำเข้าเพื่อสร้างตลาดและการเรียนรู้เทคโนโลยี ควบคู่กับการลงทุนและการผลิตในประเทศ เพื่อให้ไทยสามารถเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตรถยนต์ ICE ที่มีความเชี่ยวชาญสูง ไปสู่การเรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่าการมีเพียงมอเตอร์และแบตเตอรี่ แต่ยังรวมถึงระบบควบคุม ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีที่เป็น “สมอง” ของรถยนต์
ลงทุน EV แล้ว 1.4 แสนล้าน ผลิตได้ 3.8 แสนคันต่อปี
ผลจากมาตรการดังกล่าว ทำให้มีโรงงานที่เข้าร่วมโครงการ 8-10 แห่ง (เช่น BYD, MG, GWM) มีรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศประมาณ 170,000 คัน มีการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนประมาณ 140,000 ล้านบาท ขณะที่ศักยภาพกำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 380,000 คันต่อปี มีการจ้างงานประมาณ 25,000 คน สะท้อนว่า อุตสาหกรรม EV เริ่มสร้างฐานการผลิตและการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจไทยแล้ว
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาไม่ควรหยุดอยู่เพียงระดับดังกล่าว เพราะเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้ายังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ระบบควบคุม และเทคโนโลยีอัจฉริยะ จึงยังมีความจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนเพิ่มเติม 3
หลักการใหม่ ดึงลงทุน-ขยายส่งออก-เพิ่ม Local Content
สำหรับทิศทางการดำเนินนโยบายในระยะต่อไป กรมสรรพสามิตได้รับนโยบายให้วางหลักการสำคัญ 3 ด้าน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของไทย
หลักการที่ 1: ดึงดูดการลงทุน ไม่ใช่พึ่งการนำเข้าเพียงอย่างเดียว ประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องเปิดรับเทคโนโลยีและรถยนต์รุ่นใหม่เพื่อเรียนรู้และสร้างบรรยากาศการลงทุน แต่การนำเข้าต้องนำไปสู่การดึงดูดการลงทุนในประเทศ ไม่ใช่เป็นเพียงตลาดรองรับสินค้านำเข้า แม้ปัจจุบันจะมีฐานโรงงานที่เข้าร่วมมาตรการ EV3 และ EV3.5 แล้ว แต่ยังมีโอกาสที่จะเกิดเทคโนโลยีและรูปแบบการลงทุนใหม่ จึงต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
หลักการที่ 2 : ขยาย Scale การผลิต สู่การเป็น Export Hub เมื่อประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนและสร้างฐานการผลิต EV ได้แล้ว เป้าหมายต่อไปคือการเพิ่มขนาดการผลิตให้เพียงพอต่อการส่งออก โดยต่อยอดจากประสบการณ์ของไทยที่เคยเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์ ICE ประเทศไทยจึงมีโอกาสพัฒนาไปสู่การเป็น Export Hub รถยนต์ไฟฟ้า โดยไม่ได้มุ่งเพียงตลาดในประเทศ แต่ต้องใช้ฐานการลงทุนในไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ
หลักการที่ 3 : เพิ่ม Local Content ที่มี Value Added เมื่อเกิดการลงทุนและการส่งออกแล้ว สิ่งสำคัญคือ การทำให้ผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น โดยต้องยกระดับ Local Content จากชิ้นส่วนพื้นฐานไปสู่ชิ้นส่วนและเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการผลิตเบาะหนัง ยางหุ้ม หรือชิ้นส่วนประกอบทั่วไป แต่ต้องผลักดันให้ผู้ผลิตไทยสามารถพัฒนาไปสู่ชิ้นส่วนและระบบที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น และสามารถผลิตได้ภายในประเทศ
หวังยกระดับผู้ผลิตไทย เชื่อมต่อทุนต่างชาติ
นายพรชัยกล่าวว่า การยกระดับ Local Content จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตไทยและนักลงทุนต่างประเทศ โดยผู้ลงทุนที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยควรมีส่วนช่วยพัฒนาผู้ผลิตไทยให้สามารถผลิตชิ้นส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
แนวทางดังกล่าวจะทำให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน หรือ Win-Win ทั้งในมิติการลงทุน การผลิต การส่งออก และการพัฒนาผู้ประกอบการไทย
ทั้งนี้ปัจจุบันนักลงทุนจากหลายประเทศที่สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้มีการพูดคุยกับภาครัฐแล้ว โดยกรมสรรพสามิตมองว่า การเจรจาควรพิจารณาเป็นภาพระยะยาว ไม่ใช่มองเพียงผลกระทบจากมาตรการภาษีในระยะสั้น
ภาษีรถยนต์ต้องตอบโจทย์เศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อม
อธิบดีกรมสรรพสามิตย้ำว่า ทิศทางนโยบายภาษีรถยนต์ในอนาคตจะต้องพิจารณาควบคู่ทั้ง การบริโภคและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดผลกระทบด้านมลภาวะ พร้อมกับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
ดังนั้น การปรับนโยบายจากนี้จึงไม่ควรมองเพียงว่าเป็นการปรับภาษีเพื่อเพิ่มหรือลดภาระของผู้บริโภค แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจากฐานการผลิตเดิม ไปสู่ฐานการผลิต EV ที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น
“เป้าหมายไม่ได้จบที่การมีรถ EV ผลิตในประเทศ แต่ต้องก้าวต่อไปสู่การเป็นฐานส่งออก และทำให้ผู้ผลิตไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น”
ทั้งนี้ รายละเอียดของมาตรการและโครงสร้างภาษีในระยะต่อไปยังอยู่ระหว่างการจัดทำ โดยกระทรวงการคลังจะนำเสนอรายละเอียดต่อคณะกรรมการและคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,232 วันที่ 3 - 5 กันยายน พ.ศ. 2569







