
สนพ.เปิดเวที 8 ก.ย. ชำแหละ ‘PDP2026’ ดันพลังงานสะอาด 65% เร่งไทยสู่ Net Zero
PDP2026 จ่อเปิดเวทีฟังความเห็น 8 ก.ย. ชูไฟฟ้าสะอาด 65% ดัน VPP เกือบ 1.4 หมื่นเมกะวัตต์ เปิดโจทย์ใหญ่ Peak ย้ายกลางคืน เตรียมดัน Grid Battery-Pumped Hydro รับไฟฟ้ายุคใหม่
KEY
POINTS
- สนพ. เตรียมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP2026) ในวันที่ 8 กันยายน 2569
- แผน PDP2026 ตั้งเป้าหมายให้มีสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 65% เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจก
- มุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) โดยจะมีการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ เช่น โครงข่ายอัจฉริยะ และการดักจับคาร์บอน (CCS)
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569 – 2580 (PDP2026) ในวันอังคารที่ 8 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 8.00-14.30 น.
สำหรับสาระสำคัญนั้น จะเป็นการนำเสนอเนื้อหา PDP2026 รวมถึงจัดให้มีเวทีรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อร่างแผน PDP2026 ร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานสะท้อนมุมมองสำคัญในภาคพลังงาน ประกอบด้วย
สนพ. ,กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ,การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ,การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้านครหลวง (MEA)
โดยงานสัมมนาดังกล่าวจะเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ ได้มีส่วนร่วมสะท้อนทัศนะต่อแนวทางการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของประเทศ เพื่อนำไปปรับปรุงและขับเคลื่อนแผนพลังงานของไทยให้มีความมั่นคง ยั่งยืน และสอดคล้องกับความต้องการในอนาคตต่อไป โดยงานดังกล่าวจะจัดที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ รวมถึงเปิดระบบออนไลน์ผ่าน Zoom Meeting เพื่อรองรับผู้สนใจเข้าร่วมจากทั่วประเทศ
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่า แผน PDP 2026 มีความซับซ้อน (Complex) กว่าในอดีตอย่างมาก เนื่องจากอดีตเน้นเพียงความมั่นคงและราคา แต่ฉบับใหม่นี้มีโจทย์สำคัญคือการนำภาคไฟฟ้ามาช่วยประเทศลดก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
โดยแผน PDP2026 ดังกล่าวกำหนดให้มีพลังงานสะอาดเป็นพื้นฐานไม่ต่ำกว่า 65% ของระบบ แบ่งเป็น กลุ่ม Must-Take: พลังงานชีวมวล (Biomass) ไบโอแก๊ส และขยะ ซึ่งเน้นการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้ทั้งหมด และกลุ่มพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน (VRE): พลังงานโซลาร์และพลังงานลม
คงสัดส่วนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติอย่างน้อย 11%
อย่างไรก็ตาม ต้องเรียนว่าในแผนยังคงสัดส่วนของโรงไฟฟ้าก๊าซรรมชาติไว้อย่างน้อยประมาณ 11% เพื่อรักษาความเสถียร และจะมีการนำเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Storage - CCS) เข้ามาใช้ร่วมกับโรงไฟฟ้าแก๊สธรรมชาติเพื่อลดการปล่อย CO2 ลงดินแทนการพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ จะมีการลงทุนโครงข่ายอัจฉริยะ (Grid Modernization) และโรงไฟฟ้าเสมือน (VPP) เพื่อยกระดับสู่ระบบไฟฟ้าหลายทิศทาง (Multi-Way) จากเดิมที่เป็นระบบส่งจ่ายทางเดียว (One-Way) จะต้องปรับปรุงสายส่งของ กฟผ. ขนาด 500 KV และ 230 KV เพื่อรองรับระบบพลังงานแบบกระจายตัว (Distributed Energy Resources - DER)
ส่วนการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop)นั้น มีการคาดการณ์ในแผนว่าจะมีไฟฟ้าจาก Solar Rooftop ไหลกลับเข้าระบบสูงถึงกว่า 16,000 เมกะวัตต์ ซึ่งระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการการไหลของไฟฟ้านี้ดันแนวคิดพลังงานกระจายตัว
แผน PDP ฉบับใหม่ได้บรรจุแนวคิดการรวบรวมพลังงานกระจายตัว (DER) เช่น โซลาร์บวกแบตเตอรี่, การตอบสนองด้านโหลด (Demand Response), และการดึงไฟจาก EV กลับเข้าระบบในช่วงที่ไม่ได้ชาร์จ มารวมกันเป็นโรงไฟฟ้าเสมือน Virtual Power Plant (VPP) ขนาดเกือบ 14,000 เมกะวัตต์ ทำให้ประเทศสามารถบริหารพลังงานได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่
นายวัฒนพงษ์ กล่าวต่อไปอีกว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเรื่องค่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ตอนกลางคืน เนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์ผลิตได้เฉพาะกลางวัน ทำให้ค่า Peak ย้ายไปอยู่ช่วงกลางคืนทั้งหมด ส่งผลให้ กฟผ. ,กฟน. ,กฟภ. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต้องเตรียมแผนลงทุนระบบแบตเตอรี่ระดับ Grid-Scale ระบบโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Hydro) และโครงข่ายอัจฉริยะเพื่อรองรับพีคช่วงกลางคืน
สำหรับข้อเสนอแนะด้านราคาค่าไฟสีเขียว (Green Tariff) นั้น ตัวแทนภาคเอกชนเสนอให้ Regulator ร่วมกันคำนวณอัตราค่าไฟสีเขียวและค่าบริการสายส่ง (Wheeling Charge) ให้มีราคาที่สามารถแข่งขันได้ (Competitive) เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อจูงใจกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center)
ในแผน PDP 2026 ได้คำนวณปริมาณไฟฟ้าสูงสุดเพื่อรองรับความต้องการของ Data Center ที่จะซื้อไฟจากรัฐไว้ที่ประมาณ 8,000 เมกะวัตต์ เพื่อป้องกันปัญหาไฟฟ้าไม่เพียงพอ โดยผู้ประกอบการจะมีทางเลือกทั้งการซื้อไฟฟ้าที่มั่นคง (Firm) จากระบบ หรือการซื้อไฟฟ้าสีเขียวผ่าน Direct PPA







