thansettakij
thansettakij
กฟผ. เร่งพัฒนาSmart Grid-แบตเตอรี่ รับพลังงานหมุนเวียน-Prosumer โต

กฟผ. เร่งพัฒนาSmart Grid-แบตเตอรี่ รับพลังงานหมุนเวียน-Prosumer โต

28 ส.ค. 69 | 09:09 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ส.ค. 69 | 09:09 น.

กฟผ. กางแผนยุทธศาสตร์รองรับช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน ชี้การเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน (VRE) และกลุ่ม Prosumer ทำระบบไฟผันผวนหนัก เร่งยกเครื่อง Smart Grid-นำ AI รับมือ Data Center

KEY

POINTS

  • กฟผ. ชี้ว่าการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่ควบคุมไม่ได้ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม ทำให้ระบบไฟฟ้าทั้งประเทศมีความผันผวนและเสี่ยงต่อความมั่นคง
  • เตรียมรับมือโดยการพัฒนาระบบ Smart Grid, ใช้ AI ช่วยพยากรณ์ และลงทุนในเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ
  • ความท้าทายสำคัญคือการขาดข้อมูลภาพรวมของระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Prosumer) ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการ

นายจักรี ศิริมะณีวัฒนา ผู้ช่วยผู้ว่าการยุทธศาสตร์องค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยในงานสัมมนา KT Dialogue New Horizon: Smart Grid ว่า การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนแบบ VRE ทำให้ระบบไฟฟ้ามีความผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น จากเดิมที่ระบบสามารถควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า Conventional ได้เกือบทั้งหมด ปัจจุบันต้องบริหารทั้งความผันผวนของโหลดและกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนที่ไม่สามารถสั่งการได้และขึ้นอยู่กับสภาพธรรมชาติ

โดย กฟผ.จึงต้องพัฒนาระบบ Smart Grid ให้มีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับความผันผวนดังกล่าว โดยให้ความสำคัญกับการมองเห็นข้อมูลของระบบไฟฟ้าแบบครบถ้วน ทั้งสถานะอุปกรณ์ การไหลของไฟฟ้า รวมถึงการใช้ AI ช่วยพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์และวินด์ ตลอดจนพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจว่าจะเพิ่มหรือลดการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า หรือใช้แบตเตอรี่และระบบสูบกลับในช่วงเวลาใด

ทั้งนี้ กฟผ.ได้ลงทุนพัฒนาคอมพิวเตอร์ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าแห่งใหม่ คาดว่าจะติดตั้งและใช้งานได้ประมาณปี 2571 เพื่อรองรับการบริหารระบบไฟฟ้าที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

ชี้ต้องบรรจุ Battery-Pumped Storage และอุปกรณ์ Smart Grid เพิ่มในแผน PDP

นายจักรี กล่าวว่า ในอนาคตระบบส่งไฟฟ้าจะไม่สามารถพึ่งพาการขยายสายส่งและอุปกรณ์ควบคุมแบบเดิมได้เพียงอย่างเดียว เนื่องจากทิศทางการไหลของไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงได้ทั้งไปและกลับ โดยจะต้องนำอุปกรณ์อัจฉริยะ เช่น Statcom รวมถึง Battery Storage และ Pumped Storage เข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพและคุณภาพไฟฟ้า

โดยปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนราว 20% กว่า และ กฟผ.ยังบริหารจัดการด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ เช่น การเพิ่มหรือลดการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า Combined Cycle และการใช้ Pumped Storage แต่ในอนาคตเครื่องมือเหล่านี้อาจไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องบรรจุ Battery Storage, Pumped Storage และอุปกรณ์สำหรับ Smart Grid เพิ่มเติมไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP)

ขณะเดียวกัน การเติบโตของ Prosumer ผู้ใช้ไฟฟ้าที่สามารถผลิตไฟฟ้าและมีระบบกักเก็บพลังงานของตนเอง รวมถึงธุรกิจใหม่อย่าง Demand Response, Peer-to-Peer และ Virtual Power Plant (VPP) จะทำให้มีข้อมูลจากผู้เล่นรายเล็กเข้าสู่ระบบมากขึ้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องเชื่อมโยงมายังศูนย์ควบคุม เพื่อให้ กฟผ.สามารถมองเห็นและประเมินพฤติกรรมของระบบไฟฟ้าได้ครบถ้วน

นายจักรี ระบุว่า สิ่งที่ กฟผ.กังวลมากที่สุดในการเปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้าคือ ข้อมูลเพราะการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าจำเป็นต้องเห็นข้อมูลภาพรวมทั้งหมด แต่ปัจจุบัน กฟผ.ยังเห็นข้อมูลเฉพาะพื้นที่ที่ กฟผ.ดูแล ขณะที่ข้อมูลในส่วนที่อยู่นอกพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงกลุ่ม Prosumer ยังไม่สามารถมองเห็นได้ครบถ้วน

สำหรับการรองรับ Data Center ซึ่งเป็นโหลดไฟฟ้าขนาดใหญ่และเป็นโหลดใหม่ที่ประเทศไทยต้องเตรียมระบบรองรับนั้น ปัจจุบันมี Thailand Power Map ที่จัดทำโดย 3 การไฟฟ้า เพื่อแสดงความสามารถในการจ่ายไฟฟ้าที่เหลืออยู่ในแต่ละจุด หาก Data Center เลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพเพียงพอ อาจไม่จำเป็นต้องลงทุนระบบเพิ่มเติมมากนัก แต่หากเข้าสู่พื้นที่ที่สายส่งมี Capacity ไม่เพียงพอ จะต้องพิจารณาทั้งการลงทุนระบบส่งและกำลังผลิตไฟฟ้า